ทริปไปมั่วทั่ว Kansai (Osaka – Kyoto) – 2015 – Part 1/4

สวัสดีครับทุกท่าน ทริปนี้เอามาเล่าอาจจะเก่าไปหน่อยเพราะไปมาตอนปี 2015 แต่ผมก็กลัวว่าจะลืมเองแหละเลยเอามาเขียนเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ได้ไปแล้วประทับใจเลยขอมารีวิวกับเขาบ้างนะครับ จริงๆแล้วรีวิวนี้เขียนไปหยุดไป น่าจะราวๆเดือนกว่าจะจบตอนแรก ความจริงอยากเขียนรวดเดียวเลยแต่ก็กลัวจะยาวเกินไป
ตารางเที่ยวของผมตามนี้นะครับ
4 Dec – Don Meung – Osaka
5 Dec – Fushimi-Inari, Kiyomizu-dera, Light-up @ Kiyomizu-dera
6 Dec – Shirakawa-go
7 Dec – Sagano Romantic Train, Tenryū-ji, Gion
8 Dec – Universal Studio
9 Dec – Ryōan-ji, Kinkaku-ji, Ninna-ji
10 Dec – Osaka Castle, Osaka Aquarium Kaiyukan
11 Dec –  Mandarake Umeda, Shinsaibashi, Namba
12 Dec – Osaka – Don Meung

แจกแจงงบประมาณกันก่อนเลยครับ
ค่าตั๋วเครื่องบิน Air Asia X – Business Class – 20,500 บาท
ค่าที่พักใช้ AirBNB คนละ 6,000 บาท
ค่า Pass – JR Takayama – 3980 บาท
ค่า Osaka Amazing Pass 2 Days – 900 บาท
ค่า Universal Studio – 2150 บาท
ค่าการันตีเข้า Harry Potter – 500 บาท
ค่า Pocket Money – 24,000 บาท
อาจจะดูว่าแพงมาก ซึ่งผมยอมรับว่าแพงจริงครับ แต่ไปแล้วต้องไปให้สุดครับ ครึ่งๆกลางๆคาใจซะเปล่าๆ
มันเลยต้องมาด้วยวิธีการวางแผนการเงินอย่างรัดกุมครับ

เริ่มซื้อตั๋วขากลับ (อันนี้เป็นการหักดิบอย่างนึงครับ ซื้อกลับก่อนค่อยซื้อไป)ตั้งแต่เดือนเม.ย.
ตั๋วขาไปซื้อเดือนพ.ค.
หลังจากนั้นเก็บเงินยาวๆครับ เดือนละ 5,000
ซื้อตั๋ว Universal ตอนเดือน พ.ย.
ซื้อ Pass – JR Takayama เดือน ธ.ค.
ได้ไปพอดีครับ

มาเริ่มรีวิวกันเลยครับ

เป็นกฏของตัวเองง่ายๆเลยครับ ว่าไปถึงสนามบินก่อน 3 ชม. ไม่ว่าจะยังไงทันแน่นอน งวดนี้นั่ง Business Class ของ Airasia ก็เช่นกันครับ นั่งครั้งแรกไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเลยรีบไปก่อนดีกว่าครับ

ทำไมถึงจอง Busniess Class เนื่องจากการไปเที่ยวตอนช่วงวันพ่อ หลายๆคนที่จองต้องเจอราคาราวๆ 14,000 – 17,000 แน่นอน ตอนนั้นเจอขากลับราคา 8,900 บาท รวมน้ำหนักกระเป๋า 40 kg. เลยกดจองอย่างไม่ลังเลเลยครับ เพราะเช้าวันต่อมาต้องไปทำงานต่อแล้วก็ลาไม่ได้ด้วย แต่ตอนขาไปอันนี้ผมไม่สามารถหาค่าตั๋วราวๆ 6,000 บาทขาเดียวได้ (แบบรวมน้ำหนักกระเป๋านะ) เลยยอมกลั้นใจจอง Business Class อีกรอบนึง ที่ราคาเท่ากัน รวมค่าตัดบัตรเครดิตเลยอยู่ที่ราวๆ 20,500 บาทครับ

nzv64om7sjQdiBl3N2T-o

การ Check-in โอเคครับ เหมือนแบบปกติไม่มีอะไรตื่นเต้นแค่ไม่ต้องรอคิวกับคนอื่น

nzv6c840o50ZSZoDtHO-o.jpg

นั่งรอสักพักก็มีคนมากันเต็มนะครับ เท่าที่นั่งก่อนเป็นคนแรกๆดูแล้วที่นั่งไม่พอกับจำนวนคนที่จะเข้ามาแน่นอน อันนี้รอเขาค่อยๆแก้กันไปครับ นั่งสักพักจะมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้เข้าก่อน ซึ่งของ Business Class จะได้เรียกพร้อมกับ Hot Seat นะครับ

nzv6ka2oo2ZimpIMEMg-o.jpg

ความรู้สึกในการนั่ง Business Class ผมไม่สามารถเปรียบเทียบกับสายการบินอื่นได้นะครับ เนื่องจากนั่ง Business Class ครั้งแรก แต่ถามว่าสบายมั้ยขนาดก็พอๆกับเก้าอี้ผู้บริหารตามออฟฟิตทั่วไป มีปลั๊กไฟให้ใช้ (อันนี้งงๆหน่อยครับว่าที่ชาร์ต iPhone ของก๊อปเสียบแล้วไฟไม่เข้า เลยเอาของแท้เสียบใช้ได้ตามปกติ) ส่วนน้ำเปล่าสามารถขอเพิ่มได้ ที่เหลือต้องเสียเงินเพิ่ม

nzv6rmd34OflKMy4DT-onzv6tb2qn1yLYQfgop4-o

IMG_1296.JPG

นั่งแล้วก็สบายดีนะครับ จัดที่นั่งแบบ 2-2-2 สบายๆไม่อึดอัด ถ้าใครสนใจใช้บริการแต่ไม่อยากเสียเงินเยอะ เอาแต่ขากลับขาเดียวก็พอครับ ได้นอนพักร่างยาวๆ ได้น้ำหนักกระเป๋า 40 kg. อีกด้วย จะได้ไม่ต้องกังวลตอนซื้อของว่าจะน้ำหนักจะเกินหรือเปล่า

DSC08887

nzv70sehIVyln2TvKi-o

ผมสูงราวๆ 175 ซม.ก็ยังมีที่เหลืออีกเยอะนะครับ คาดว่าคนสูงราวๆ 190 ซม.ถึงจะเริ่มมีปัญหานะครับ พอเครื่อง Take-off เรียบร้อยทางแอร์จะเอาอาหารมาเสริฟ์ซึ่งเขาจะถามก่อนอยู่แล้วว่าจะให้เอาออกมาเสริฟ์ตอนไหนระหว่างหลังเครื่องขึ้นกับก่อนเครื่องลงราวๆ 45 นาที

IMG_1291

รีวิวอาหารนะครับ สั่งชุด Bento ของเขามา ราคาแพงสุดเลยนะครับราวๆ 320 บาท คุณภาพอาหารนะครับ ขอเรียกว่าซูชิตลาดนัดอร่อยกว่าทุกชิ้นครับ สาหร่ายเหนียวมาก ข้าวแข็งๆ แล้วถ้าคุณมองดีๆจะเห็นว่าที่ใส่โชยุกับขนาดของข้าวปั้นไม่ได้คิดมาเลย สุดท้ายราดใส่แล้วค่อยกินครับ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วข้าวปั้นของเขายังหนากว่าปกติ 1 เท่าคือเอาปากกัดไม่ได้เต็มคำ ไม่ว่าจะด้านไหนก็ตามจะกัดทีละนิดก็ลำบาก สาหร่ายก็เหนียว สุดท้ายแกะสาหร่ายออกให้หมดและกินอย่างไร้มารยาท แบบโกยๆเข้าปากเอาครับ ซึ่งเท่าที่ลองอาหารบน Airasia แล้วแนะนำให้กินแค่อาหารไทยกับมาม่ากระป๋องก็พอล่ะครับ อาหารแบบอื่นรสชาติไม่อร่อยเวลากินบนเครื่องบินเลย

nzv7kfdcF1o4n9dGZp-o

หลับอีกทีตื่นขึ้นมาก็สนามบินล่ะ งวดนี้ต้องวิ่งล่ะครับ เพราะเครื่องบินเที่ยวดึกเดี๋ยวไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้าย

DSC08901

เสียเวลานั่งรถไฟในสนามบินซึ่งพอใช้บริการ Business Class เลยออกมาถึงก่อนชาวบ้านเขาพอสมควรเลย ได้รถว่างแถมไปถึงตม.ก็ไม่ต้องไปต่อคิวยาวๆด้วยครับ

nzv7o6ad384EseLF4Kf-o.jpg

ออกจากสนามบินขึ้นมาหนึ่งชั้นจะเจอ JR Station เลยครับ หยอดเหรียญแล้วรีบเดินทางครับ รถไฟเที่ยวสุดท้ายไม่ว่าที่ไหนก็ไม่ค่อยน่าขึ้นครับ

ไปถึงแล้วนอน Airbnb ที่ Shinsekai ตามไปอ่านรีวิวได้ที่นี่นะครับ

5 Dec 2015

ภารกิจเยอะมากจนกลัวว่าไม่ทัน ออกจากที่พักตั้งแต่ 8.30 น. เพื่อเอาตั๋ว JR Takayama – Hokuriku Area Tourist Pass จากไทยไปเปลี่ยนเป็นตั๋วจริงที่ JR Osaka Station (จริงๆแล้วไปผิดที่ ดันไปตรง Tourist Information Center ตรง Namba กะจะไปสอบถาม แต่มันเปิด 10.00 น. แล้วเขาก็บอกว่าไปที่ JR Station นะจ๊ะ ที่นี่แลกไม่ได้ เสียเวลากันไป)
ต่อมาจองตั๋วรถ Nohi Bus จาก Kanazawa ไป Shirakawa-go (โทรจองเอานะครับ พนักงานพูดภาษาอังกฤษสำเนียงดีมาก รายละเอียดตามนี้)
จองตั๋ว JR จาก Osaka ไป Kanazawa ของวันพรุ่งนี้ เรียบร้อยทุกอย่างก็เกือบเที่ยง (รวมเวลาหลงทางอีกชม.กว่าๆ)

เริ่มเดินทางไป Fushimi Inari Shrine เดินทางจาก Osaka -> Inari

osaka-inari.JPG

นั่งรถไฟ JR Line จากสถานี Osaka ใช้เวลาราวๆครึ่งชม. (จริงๆแล้วตั๋ว Takayama – Hokuriku Area Tourist Pass สามารถนั่งพวกรถสาย Thunderbird ตรงที่นั่ง Unreserved seat ได้ด้วย จะได้นั่งสบายกว่าด้วย) เสร็จแล้วนั่งรถไฟสาย Nara ไม่กี่ป้ายก็ถึงแล้วครับ

DSC08913.jpg
ลงจากสถานีก็เจอเสาโทริอิขนาดใหญ่ ทางออกมี 2 ทางซึ่งป้ายบอกทางบอกชัดเจอว่าจะไปศาลเจ้าต้องออกทางไหน
DSC08914
เดินต่อไปเรื่อยๆก็จะเจอทางเข้า
DSC08919.jpg
ประตูทางเข้าศาลเจ้า แต่ถ้าจะไปทางเสาโทริอิจะต้องเดินไปข้างๆทางซ้ายของอาคาร
DSC08990
ระหว่างเดินในเสาโทริอิเจอคนใส่ชุดกิโมโนเยอะพอสมควร
DSC08972
ทางเดินในเสาโทริอิจะมีหลายช่วงมากครับ อันนี้ผ่านช่วงแรกมาก็จะเจอจุดแวะพักอีกรอบ
DSC08961
ทางเดินเข้าเสาโทริอิอีกรอบ
DSC08969
เดินดูข้างๆก็จะไม่มีอะไร ดูแปลกๆดี แต่เดินเข้าไปแล้วรู้สึกขลังๆดี
DSC08976.JPG
ก็จะมีคนเขียนป้ายอธิฐานรูปหน้าจิ้งจอกด้วยซึ่งมองๆแล้วน่าจะเป้นงานประกวดศิลปะซะมากกว่า
DSC09013.JPG
ถ้าลงมาหน้าทางเข้าก็จะเจอเขียนคำอธิฐานบนป้ายโทริอิ

ต่อมาไปที่วัดน้ำใสหรือวัดคิโยะมิซุด้วยการเดินจากหน้า Fushimi Inari Shrine ไปยังสถานี Fushimi-Inari Station แล้วไปลงที่สถานี Kiyomizu-Gojo Station

kiyomisu1.jpg

DSC09040
Fushimi-Inari Station

จากสถานี Kiyomizu-Gojo Station เพื่อเดินไปยังวัดน้ำใส ดูเหมือนแปปเดียว ความเป็นจริงคือเดินขึ้นเขาล้วนๆครับแผนที่บอก 15 นาที ความเป็นจริง 40 นาทีกว่าจะเดินถึงตัววัดครับ ใครกลัวปวดกลัวเมื่อยเก็บแรงไว้ทำอย่างอื่นแนะนำนั่ง Taxi ดีกว่าครับ อย่างน้อยก็ช่วยให้ไปถึงง่ายขึ้น ทางเดินจะมี 2 ข้างคือด้านที่รถขึ้น กับด้านที่รถลง ด้านที่รถขับลงของจะน่าซื้อกว่านะครับ

DSC09052
ทางชันประมาณนี้แหละครับ ตอนเดินขึ้นเมื่อยพอสมควร

เดินถึงวัดน้ำใสก็พักกินน้ำแปปนึง แต่เนื่องจากจะมารอดู Light-up เลยต้องขอเข้าไปตอนปกติก่อน ซึ่งไปแบบเร่งๆหน่อย

DSC09086
ตอนไปช่วงปลายๆของใบไม้เปลี่ยนสี บางช่วงเลยสีสวยแดงสดมาเลย ส่วนอีกช่วงดำๆหน่อยเนื่องใบไม้หล่นหมดแล้ว การจะมาถึงจุดนี้ได้ ไหลตามคนมาครับ คนเยอะมากกกกกกก พอถึงจุดที่ถ่ายรูปได้ก็ต้องรอแบบมีมารยาทหน่อยด้วยนะกว่าจะแทรกตัวเข้าไปถ่ายได้ การใช้ไม้เซลฟี่ตรงนี้จะโดนเขม่นเป็นพิเศษเนื่องจากเกะกะคนอื่นมาก
DSC09112
มากินน้ำเพื่อขอพรกันบ้าง
DSC09063
พอตะวันเริ่มตกดินท้องฟ้าก็จะสีเหลืองๆหน่อย ช่วงนี้ถ่ายรูปวิวจะสวยขึ้น

หลังจากนั้นผมก็ออกจากวัดไปรอคิวเพื่อเข้าดูงาน Light-up ของวัดซึ่งเป็นวันสุดท้ายพอดี คำว่าสุดท้ายของที่ญี่ปุ่นสำหรับผมน่ากลัวเสมอครับ  เช่น รถไฟเที่ยวสุดท้าย อันนี้แน่นมากซะจนไม่สามารถขยับแขนได้เลย แถมเต็มไปด้วยคนเมา

งานวันสุดท้ายก็เช่นกันครับ คนเยอะมากกกกกกกกกกกกกก (อยากจะลากกอ ไก่อีกสักล้านตัว) ออกมาแล้วต้องเดินลงเขาไปสักพักจนไม่สามารถหาปลายแถวได้เลยครับ สุดท้ายเลยได้ไหลไปตามชาวบ้านเลยได้เข้าครับ ใช้เวลาราวๆชม.ครึ่งกว่าจะได้เข้าอีกครั้ง

DSC09163
ปริมาณคนครับ อันนี้เดินย้อนมาแล้วประมาณนึงนะครับ คนเยอะมากกกกกก
DSC09170
ผ่านไปชม.ครึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้
DSC09234
ตอนกลางคืนสวยมาก แค่คนน้อยกว่าช่วงเย็นๆนะ จะไปเยอะแค่ตอนเข้าอย่างเดียว

หลังจากเข้าไปแล้วคนก็ไม่หนาแน่นเหมือนที่เห็นตอนต่อคิว ก็งงๆเหมือนกัน แค่ผ่านช่วงคนเยอะตอนเข้าที่เหลือก็สบายล่ะ หลังจากนั้นก็เดินทางไปยัง Kiyomizu-Gojo Station ซึ่งหลังจากนั้นจะเป็นการเดินลงเขาก็เลยเดินสบายหน่อย แล้วก็ต่อไปยังสถานี Kyoto Station เพื่อกลับไปยัง Osaka เพื่อเข้าที่พัก

6 Dec 2015

หลังจากที่เมื่อวานได้งงๆเรื่องของการจองตั๋วรถไฟ JR Takayama ก็จองตั๋วจาก Osaka <-> Kanazawa ซึ่งไปรอบแรกแต่เช้าเลยครับ เพราะตารางวันนี้ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด ถ้าพลาดรถไฟตอนเช้านี่งานงอกยาวแน่นอนครับ

Shirakawago.JPG

เนื่องจากรถบัสจาก Kanazawa ไปยัง Shirakawa-go จะมีหลายรอบต่อวันก็จริง แต่ความเป็นจริงคือ ถ้าเราออกรอบเช้าสุดคือ 6.52 น.ก็จะไปถึง Kanazawa ตอน 9.52 น. ซึ่งไม่ทันรอบรถ 9.40 น.ก็ต้องไปรอรอบถัดไป แล้วตอนกลับก็ต้องนั่งรอบ 16.25 น. อันนี้คือเผื่อใจไว้ 1 รอบเผื่อว่าตกรถก็ยังพอจะมีแผนสำรองไว้รอบนึงให้กลับบ้าน

DSC09303
บรรยากาศการนั่งรถไฟญี่ปุ่นจะชิวๆมาก
DSC09320
สถานี Nohi Bus มาติดต่อเพื่อรับตั๋วขึ้นรถบัส

การจองตั๋วไป Shirakawa-go ไม่ยากครับ โทรมาจองก่อนถ้าแผนของท่านที่จะไป Shirakawa-go แนะนำให้หาทางจองจากไทยเลยนะครับ เช่นโทรทางไกล มาเลยไม่งั้นเต็มแน่นอน และจาก Kanazawa ไม่มีรถเสริมเหมือนตรง Takayama นะครับ จองไม่ได้คือไม่ได้ไปแน่นอน

DSC09339
หน้าตาของรถ Nohi Bus ที่จะพาเราไปยัง Shirakawa-go
DSC09347 - 581206
จุดจอดรถของหลายปี 2015 นะครับ ไปตอนปี 2016 มีทำใหม่สวยด้วย
DSC09343 - 581206
จุด Information Center ของ Shirakawa-go
DSC09349 - 581206
ตอนแรกจะให้นักท่องเที่ยวเดินข้ามสะพานเพื่อเข้าไปยังหมู่บ้านนะครับ
DSC04688 - 591102
ข้ามสะพานเสร็จแล้วมองกลับมา บรรยากาศดีมากนะครับ
DSC04697 - 591102.jpg
บรรยากาศระหว่างการเดินข้ามสะพาน

หลังจากเดินข้ามสะพานไปแล้วก็จะเข้าสู่หมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่าที่รักษารูปแบบของบ้านที่หลังคาเป็นรูปสามเหลี่ยมได้เป็นอย่างดี

 

DSC09400
ขึ้นมาจุดชมวิวเสียค่ารถรอบละ 200 เยน

หลังจากนั้นก็คิดได้ว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้องครับ แต่เนื่องจากร้านแถวๆนี้ไม่ได้มีเมนุให้ดูหน้าร้านเราเลยไม่รู้ว่าจะแวะเข้าร้านไหนดี เลยตัดสินใจเดินเข้าสักร้านดีกว่าครับ

 

DSC09545
ร้านชื่ออะไรก็ไม่รู้ครับ แต่เดินเข้าไปลองกินก่อนล่ะกัน
DSC09482
สั่งชุดปลาย่างซีอิ้วมาครับ รสชาติถือว่าอร่อยมากโดยเฉพาะเต้าหู้ของเขาที่รู้สึกกินแล้วสดชื่นมาก

กินข้าวเสร้จก็ไปเดินเข้า Kanda House ครับเห็นบ้านไม่ค่อยใหญ่แต่ข้างในมีถึง 4 ชั้นเลยนะครับ ซึ่งเราสามารถเดินเข้าไปได้ทั้งหมด 3 ชั้น ทางเดินจะหวาดเสียวหน่อยไม่เหมาะกับผู้สูงอายุมากๆ

 

 

DSC09486 - 581206
หน้าทางเข้า Kanda House
DSC09499 - 581206
ชั้นที่ 3 จะเก็บพวกอุปกรณ์เย็บผ้า
DSC09514 - 581206
ชั้นที่ 2 จะเป็นห้องโล่งๆ

พอใกล้ได้เวลาก็เดินหาซื้อของฝากแถวๆนั้นก็จะได้พวกพวงกุญแจซะมากกว่า ส่วนของฝากพวกอาหารเลือกซื้อไม่ค่อยเป็น จะมี Cider ของที่ Shirakawa-go ทำเองรสชาติพอใช้ได้ เสร็จแล้วรอรถรอบ 16.25 น.เพื่อไปถึง Kanazawa แล้วก็นั่งรถไฟรอบ 18.46 น.กลับถึง Osaka ก็เกือบจะสี่ทุ่มล่ะ

IMG_1994

 

ก่อนเข้านอนขอจัดมื้อดึกซะหน่อย เนื่องจากตรงที่พักจะมีร้านที่ขาย Kushikatsu หลายร้านมากและหลายๆร้านเปิด 24 ชม.ซธด้วยเลยต้องขอลองสักหน่อย ร้านยอดนิยมที่อยู่ในร้านหนังสือท่องเที่ยวจะชื่อร้าน Daruma ที่มีลุงหน้าโมโหอยู่หน้าร้าน แต่เนื่องจากสักสี่ทุ่มมันก็ปิดแล้วเราเลยไม่เคยลองเลย

ร้านอาหาร

ร้านแรกที่ลองมีความพลาดว่าไม่ได้ถ่ายรูปหน้าร้านมา ลองเข้าไปกินล่ะกัน ราคาของอาหารถ้าเป็นพวกผักทอดก็จะราวๆ 100-200 เยน แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ก็จะราวๆ 100 – 300 เยน กินไปเรื่อยรวม 2 คนก็ถึง 6000 เยนเหมือนกัน

 

12376733_1107944652562579_1931152878267109467_n
ของดีเมืองญี่ปุ่นครับ Suntory Highball 

ตอนต่อไปจะไปโตเกียวอีกรอบพร้อมกับไป USJ ในโซน Harry Potter กันครับ

 

Advertisements

รวบรวมห้อง Airbnb ที่เคยไปพักมาใน Osaka

หลังจากที่ได้รีวิวห้องที่โตเกียวที่เคยเข้าพักมาล่ะ งวดนี้มาต่อกันที่ Osaka กันเลยดีกว่า ซึ่งที่โอซาก้าผมได้ไปมา 2 รอบ แต่เข้าพักไป 4 ห้อง ขอเอาทั้งหมดมารีวิวตามด้านล่างเลยนะครับ

ห้องแรก เข้าพัก 12/2015

masaya

https://www.airbnb.com/rooms/5776730 (ปิดไปแล้ว)

ห้องของ Masaya อันนี้ตัดสินใจลำบากหน่อยครับ เพราะไป Osaka ครั้งแรกแล้วยังนึกไม่ออกว่าต้องไปพักแถวไหน เดินทางยังไง รู้แต่ว่ามีคนให้พักแถว Namba แต่ปัญหาคือ Namba เนี่ยขนาดพอๆกับสีลม แล้วจะพักตรงไหนล่ะ สุดท้ายไปลงตรง Shinsekai เพราะดูรีวิวจากคุณอุ้มรายการ Japan X แล้วคิดว่าน่าจะจองแถวๆนี้ดูของกินเยอะดี สุดท้ายได้ห้องของ Masaya เพราะห้องรีวิวเยอะราวๆ 60 รีวิว ห้องราคาถูกอยู่ที่ 1,350 บาทต่อคืนเอง โฮสต์คุยง่าย ตอบเร็วพอสมควร แถมรายละเอียดของ Self-Checkin ให้รายละเอียดดีมากทั้ง GPS Location และรายละเอียดการใช้งานห้อง

การเดินทางจากสนามบิน อันนี้เรื่องใหญ่ครับเพราะถ้าคุณเลือกผิดสายชีวิตเปลี่ยนเลยนะครับ ถ้านั่ง Air Asia X ลงเครื่องตอนกลางคืนราวๆ 5 ทุ่ม นั่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายเข้าเมือง ผมขอแสดง 2 เส้นทางตามนี้พจครับ

masaya Location 2
การเดินทางโดย Airport Express HARUKA ลงที่ Tennoji Station
masaya Location 3
การเดินทางโดย Nankai Line จาก Shin-Imamiya Station
  1. เดินทางด้วย Airport Express HARUKA ลงที่สถานี Tennoji อันนี้เดินราวๆ 1.5 กม. เพราะตอนที่ผมลงรถไฟมันคือเที่ยวสุดท้ายพอดีครับ ทำให้ไม่มีรถไฟสายอื่นนั่งต่อ (อาจจะมีสาย Midosuji วิ่งอีกรอบก็ได้นะครับ แต่อาจจะฟังที่นายสถานีบอกไม่เข้าใจ) ทำให้ต้องเดินจากสถานี Tennoji ไปยังห้องพัก เดินขาลากพอสมควรอีกเรื่องตรง Tennoji Zoo มีคนเร่ร่อนอยู่พอสมควร ซึ่งเดินไปเดินมาแถวนั้น ทำให้ดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่
  2. เดินทางด้วยรถไฟ Nankai ก็จะลงที่สถานี Shin-Imamiya ซึ่งผมแนะนำเส้นทางนี้ดีกว่าครับ เดินแล้วไม่เปลี่ยว ทางสว่างเดินสบาย

แต่ผมดันเลือกทางแรกไป เลยแนะนำได้ว่าไม่ควรทำตามครับ

 

masaya Location
การเดินจากสถานี Dobutsuen-Mae ทางออกที่ 6 ซึ่งจะเจอร้านปาจิงโกะขนาดใหญ่ก็เดินตามทางมาเลยครับ

 

IMG_2011
หอคอยตรง Shinsekai เดินออกจากห้องมาแค่ 50 เมตร
IMG_1994
Kushikatsu ที่หาได้แถวๆนั้น อร่อยมากนะครับ

ที่พักอยู่ตรงสถานี Dobutsuen-Mae Station ทางออกที่ 6 เดินจากสถานีราวๆ 10-15 นาที ซึ่งสามารถใช้ JR Shin-Imamiya ได้ด้วยเหมือนกัน ห้องพักสามารถเดินผ่านย่าน Shinsekai หรือเดินอ้อมไปทาง Tennoji Zoo ได้ ย่าน Shinsekai มีของกินให้ 24 ชม. ทั้ง Lawson, 7-11 และร้าน Kushikatsu มีให้ท่านกินหลายร้านมากๆ อร่อยทุกร้านด้วย จะกินเบียร์ให้เมาแล้วเดินกลับห้องก็ได้ ตรงทางออกสถานีรถไฟมีร้าน Donki ที่ปิดราวๆตี 2 (อันนี้ไม่ชัวร์นะครับ แต่ปิดดึกมากเพราะเคยเดินถึงเที่ยงคืนเลย) ทางเดินตอนดึกๆเปลี่ยวเหมือนกัน ใครไม่ชินอาจจะไม่ชอบได้ ส่วนการเดินจากร้าน Lawson กลับห้องในทางเดินที่ใกล้ที่สุดผ่านโรงหนังโป๊ด้วยนะครับ ถ้าไม่คิดมากก็รีบเดินผ่านไป ถ้าเดินเลยไปอีกเลี้ยวนึงก็ไม่มีอะไรครับ สามารถเดินไป Den Den Town ได้นะครับ อาจจะดูว่าไกล แต่ 15 นาทีก็ถึงแล้วครับ

การเดินในช่วงหลัง 2 ทุ่ม ควรระวังการเดินผ่าน Tennoji Zoo เพราะจะมีคนจรจัดไปนอนแถวนั้นเยอะมาก โดยเฉพาะทางออกใกล้ฝั่ง Shinsekai ให้เดินทะลุภายใน Shinsekai ไปที่ห้องดีกว่า สว่างกว่ากันเยอะ

IMG_1297
เข้าห้องมาจะเจอฟูกกับโต๊ะที่เขาวางมากลางห้อง สุดท้ายก็ย้ายมันไปไว้ปลายเตียง
IMG_1298
หันกลับมาก็ห้องมีเท่านี้แหละครับเลยราคาถูก วางกระเป๋าเดินทาง 2 ใบก็พอดีเต็มห้องนอนล่ะ

ห้องอธิบายเพียง 2 รูปก็ครบห้องแล้วครับ ห้องพักอยู่ชั้น 2 ของตึกที่ไม่มีลิฟท์ โชคดีที่แค่ชั้น 2 อยู่ชั้น 4 นี่อาจจะถึงหอบได้ (ตอนที่จอง โฮสท์ได้เช่าห้องไว้เยอะมากที่ตึกนี่ สัก 4-6 ห้องได้ ผมเห็นคนจีนยกกระเป๋าขึ้นชั้น 4 แล้วรู้สึกไม่สนุกแน่นอน) ห้องกระทัดรัดมากนอนได้แค่ 2 คน ถ้ามีคนที่ 3 ที่ทางโฮสต์บอกว่านอนได้ แต่จะไม่มีที่เปิดกระเป่าล่ะครับ ต้องสลับกันเปิดล่ะ เป็นครั้งแรกที่เข้าพักแล้วโฮสต์เตรียมผ้าเช็ดตัวให้ คนละผืน และวันละผืน ตอนที่ผมเข้าพักได้ทั้งหมด 12 ผืนซึ่งเยอะมากๆๆ จะใช้หมดก็เกรงใจเขาเลยใช้ไปแค่ 2 คน 5 ผืน ฮีทเตอร์ที่ห้องใช้งานได้ดีมีคู่มือมาให้ อุปกรณ์ครบ ห้องน้ำก็กะทัดรัดตามสไตล์ชาวญี่ปุ่น

สรุปว่าห้องน่าจองครับ แต่เนื่องจากห้องปิดไปแล้ว แต่ตึกนี้ยังมีห้องที่เปิดอยู่ 2 ห้อง ถ้าใครสนใจตามไปจองห้องอื่นของ Masaya ได้เลยครับ

ห้องที่ 2 เข้าพัก 10/2016

Mika

https://www.airbnb.com/rooms/11642397 (ปิดไปแล้ว)

ห้องนี้จองตอนไป Osaka ครั้งที่ 2 ทำให้พอจะกะระยะได้ล่ะว่าต้องจองตรงไหนที่จะเดินสบายแล้วก็ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ห้องแรกเอาถูกไว้ก่อนครับ เพราะวางแผนแล้วน่าจะอยู่ห้องแค่ตอนนอนแล้วก็แค่เดินไป JR Station กับ Dontoburi เท่านั้น ตอนแรกโฮสท์ชื่อ Yumi & Mika แต่หลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Jamie ซึ่งยังใช้รูปเดียวกันอยู่ โฮสต์สามารถตอบคำถามทั่วไปได้หมดครับ แต่เนื่องจากจองไปหลายครั้งเลย ไม่ได้ถามซักไซ้มากเกินไปซึ่งทางโฮสต์ก็ตอบกลับมาเร็วอยู่

mika Location
การเดินจาก JR Station ไปยังห้องพัก
DSC04051
เดินออกจากห้องมาตามถนนใหญ่ก็จะเจอ JR Station แล้วครับ
DSC04048
เดินข้ามถนนมา หลังตึกใหญ่ๆด้านซ้ายก็เป็น JR Staion 
DSC04046
ใกล้ทางออกจากสาย Midosuji เหมือนกันนะครับ แต่กว่าจะเดินถึง Gate ก็ไกลอยู่

Location ของห้องถือว่าสุดยอดมากเลยครับ ออกจากห้องใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีก็เดินถึง JR Station ล่ะ ตรง JR Station มี Supermarket อยู่ ถ้ากลับตอนดึกๆพอดีช่วงลดราคาก็สบายครับ ประหยัดไปเยอะเลย

20161028_224234
จากห้องเดินทะลุไปด้านหลังก็ย่าน Dotoburi แล้วครับ

 

20161028_224427
เดินข้ามถนนมาก็เป็นย่าน Dotonburi ครับ ซึ่งจะเป็นร้าน Karaoke กับร้านดู DVD ซะเป็นส่วนมาก ต้องเดินต่ออีกหน่อยถึงจะเป็นแหล่งช๊อปปิ้ง

ใกล้ๆห้องที่อยู่จะเป็นพวก Hotel ขนาดเล็ก (แต่ในใจผมคิดว่ามันเป็น Love Motel มากกว่า) เดินตรงไปอีกนิดก็ย่าน Dotonburi แล้วครับ ให้คะแนน 5/5 ดาวได้อย่างไม่เกรงใจ

20161028_001038
เข้าห้องมาทางโฮสต์ได้วางฟูกไว้ให้สำหรับ 4 คนเรียบร้อยแล้ว
20161028_001036
กระเป๋าเดินทางวางตรงนี้ได้ 1-2 ใบ
20161029_072832
ห้องน้ำตามมาตรฐาน ไม่อ่างอาบน้ำขนาดนั่งขดได้ 1 อัน
โถส้วมอยู่ติดกับอ่างเลย

20161028_001052

 

ห้องไม่ได้เกินความคาดหวังว่ามันเล็กเกินไปสำหรับ 5 คน ซึ่งตอนที่จองห้องใช้จินตนาการเยอะมากว่าจะนอนไปได้ยังไง สุดท้ายก็ตามรูปแรกเลยครับ เรียกว่านอนแบบไม่สามารถกระดิกได้เลย เอาจริงๆห้องนี้คิดว่าไม่สามารถรับคนได้เกิน 3 คน เพราะตอนเปิดกระเป๋าลำบากมาก ต้องผลัดกันเปิดทีละใบ แต่ถ้าไม่นับความแคบของมันที่เราดันยัดกันไปหลายคนถือว่าห้องดีงามครับ ฟูกนอนสบาย ผ้าห่มอุ่น ฮีทเตอร์ก็ดี ถ้านอนไม่เกิน 3 คนให้ 5/5 ครับ มากกว่านั้นให้ไม่เกิน 3/5 ดาวครับ

สรุป ตอนที่จองผมจองไปที่ราคา 4,500 บาทต่อคืน ราคาไม่แรงเลยสำหรับ 5 คน ตกคนละ 900 บาทเอง ตอนนี้เท่าที่เช็คน่าจะยังเหลือห้องในตึกเดียวกันที่ https://www.airbnb.com/rooms/11647040 ถ้าใครสนใจตามไปจองได้เลยครับ

ห้องที่ 3 เข้าพัก 11/2016

Suenyung.JPG

https://www.airbnb.com/rooms/8824283 (ยังเปิดให้บริการอยู่)

จากห้องของ Jamie ที่เราตั้งใจว่าจะพักกันเขาแค่ 2 คืนเพราะต้องการห้องที่อยู่ใกล้ JR Station ตามแผนการเดินทาง ต่อมาเราอยากย้ายห้องไปห้องที่ใหญ่ขึ้นเพราะว่าเราเปลี่ยนแผนไปเที่ยวโดยไม่ได้เน้น JR Line เป็นหลัก ผมเลยอยากนอนห้องใหญ่ๆ แต่ก็ยังไม่อยากได้ราคาแพง เลยได้เจอห้องของ Sungyun ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ย่าน Shin-Imamiya จริงๆแล้วอยากจะไปเที่ยวย่าน Shinsekai เป็นหลักแหละครับ เพราะงวดที่แล้วไปเที่ยวไม่ได้เดินย่านนั้นตอนกลางวันเลย โฮสต์ให้รายละเอียดดีมาก และเนื่องจากเราไม่มั่นใจในการเดินย่านนั้น ทางโอสต์เลยเสนอจะพาเราไปโดยรถส่วนตัวของเขาครับ โดยทางภรรยาของเขาพาเราไป ซึ่งขับจากสถานีราวๆ 15 นาทีเพราะเส้นทางเป็น One-Way ทั้งหมด ซึ่งทางผมประทับใจการบริการของโฮสต์มากๆ ให้คะแนน 5/5 ดาวเลยครับ

 

Suenyung Location
การเดินทางจาก Shin-Imamiya Station และ Dobutsuen-Mae Station
Suenyung Location2
การเดินทางจาก Imamiya Station

การเดินทางเป็นห้อง Airbnb ที่ผมคิดว่าน่าจะนั่ง Taxi มาที่ห้องเท่านั้น ไม่เหมาะกับการเดิน ถ้าท่านมากับผู้สูงอายุครับ การเดินทางจาก Shin-Imamiya Station และ Dobutsuen-Mae Station เป็นการเดินราวๆ 15 นาทีซึ่งต้องขึ้นสะพานลอย แต่ถ้ายังวัยรุ่นอยู่เดินทางนี้ดีกว่าครับ เพราะผ่าน Lawson กับร้านขายผลไม้ซึ่งเปิด 24 ชม. ซื้อสตอเบอร์รี่มานั่งกินตอนกลางคืนได้สบาย

ส่วนการเดินจากสถานี Imamiya จะเดินสบายกว่าเพราะเป็นทางราบ เดินเรื่อยๆชิวๆก็มาถึงล่ะ ถ้าใครจะใช้ JR Line นั่งไป Namba มาที่สถานีนี้ดีกว่าครับ จะได้ไม่ต้องต่อรถ

สรุปเรื่องการเดินทางผมให้ 2/5 ดาวครับ เพราะเดินเยอะไปหน่อย แถมใกล้ๆที่พักแบบระยะเดิน 1-2 นาทีไม่มีอะไรเลยนอกจากตึกที่พักอาศัย สำหรับผมรู้สึกเปลี่ยวเลยแหละครับ ขากลับมีคืนนึงที่เที่ยวเยอะจนเดินขาลากไปล่ะ เดินกลับที่พักยังจะไกลอีก รู้สึกท้อมากตอนนั้น

 

หลังจากเปิดห้องเข้าไป ลืมถ่ายตอนสว่าง ด้านขวาเป็นห้องน้ำ ด้านซ้ายเป็นห้องนอนห้องแรก
20161031_051604
เดินเข้าห้องมาจะเจอห้องนอนห้องแรกอยู่ทางซ้ายมือพร้อมเตียงคิงไซส์

 

ภายในห้องนอนห้องแรก
20161031_051512
ตรงห้องนั่งเล่นเขาจะให้เก้าอี้นวดมาให้ใช้ พร้อมกับโซฟาและทีวี

 

20161031_051443
ห้องนอนที่ 2 ด้านขวา จริงๆแล้วน่าจะนอนได้ 4 คนเลยห้องใหญ่มาก
20161031_051451
ห้องที่ 3 ให้เตียงเล็กมา 2 เตียงแต่เนื่องจากมา 5 คนเขาเลยปูที่นอนมาให้แค่อันเดียว

 

 

20161031_051516
ทีวีมีให้ 1 เครื่อง ไม่เคยได้เปิดเลย
20161031_051534
ห้องน้ำใหญ่มากๆ ได้อ่างอาบน้ำขนาดนอนแช่ได้

 

ห้องพักถือว่าใหญ่มากในราคา 4,700 บาทต่อคืนสำหรับ 5 คนเท่านั้น ตกคนละราวๆ 900 บาท ได้ 3 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น มีเก้าอี้นวดไฟฟ้าด้วย ใช้งานได้ดีสำหรับการนวดตัว แต่นวดเท้าแรงไปหน่อย ห้องน้ำก็ใหญ่ Wifi ก็แรงดี เท่าที่พัก Airbnb ในญี่ปุ่นผมให้ห้องนี้เป็นห้องในดวงใจอันดับ 1 เรื่องสำหรับความสะดวกสบายในการเข้าพัก ให้ 5/5 ดาว ให้มากกว่านั้นได้ก็อยากให้ครับ

สรุป เป็นห้องพักที่เหมาะกับการนอน 4-6 คนมากๆ ราคาดี ห้องใหญ่ เป็นส่วนตัวแน่นอน แถมราคาดี แต่การเดินไปห้องเป็นอุปสรรคพอสมควร แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเดินไปสถานีรถไฟตอนเช้าแล้วก็นั่ง Taxi ตอนกลางคืนก็ดีครับ เพราะคืนที่ 2 ผมก็ใช้วิธีนี้ครับ ไม่งั้นเดินไม่ไหวครับ

ห้องที่ 4 เข้าพัก 11/2016

Yukihiro.JPG

https://th.airbnb.com/rooms/10602354 (ยังเปิดให้บริการอยู่)

ยังอยู่ในทริปเดียวกันครับ หลังจากที่ผมได้เข้าพักห้องของ Kentaro ที่โตเกียว ก็กลับมาที่โอซาก้าอีกครั้ง (อยากจะบอกจริงๆแล้วจองตั๋วผิดแหละ น่าจะกลับไปกรุงเทพจากโตเกียวไปเลย) เพื่อมาค้าง 1 คืนและช๊อปปิ้งให้เต็มที่ก่อนจะกลับไทย Yukihiro จะนัดกับเราตรงสถานี JR Namba นั่นแหละครับ แล้วเราเดินไปที่ห้องซึ่งเดินราวๆ 5 นาทีเท่านั้น โฮสต์คนนี้ให้รายละเอียดดีมาก จริงๆแล้วรูปใน Airbnb ให้รายละเอียดครบถ้วนด้วยแหละ

 

Yukihiro Location
การเดินจากห้องไปยัง Dotonburi ตรง Gilco Man Sign
Yukihiro Location2
ถ้าจะเดินไปยัง Midosuji Line ตรงหน้า Gate จ่ายเงินเลยก็ราวๆ 10- 15 นาที

ห้องอยู่ในละแวกที่ดีมาก เดินแค่ 5 นาทีก็ถึงตรง Dotonburi ล่ะ เดินต่ออีกนิดเดียวก็ถึงห้าง Donki ล่ะ ตึกที่เราพักอยู่ระหว่าง 7-11 และ Lawson เลยดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องของกิน ระหว่างทางเดินผ่านร้านเนื้อย่างซึ่งกลิ่นหอมมาก อ้อ ผมเดินผ่านตรงริมน้ำเจอคู่รักมานัวเนียหลายคู่มาก เดินเลี่ยงๆแถวๆนั้นก็ดีนะครับ แถวๆนั้นคนเดินผ่านเยอะพอสมควรทำให้ไม่เปลี่ยว

20161103_104152
ส่วนของห้องรับแขก ที่จริงเอามาวางกระเป๋าเดินทางตอนจัดของ
20161103_104127
ส่วนของที่นั่งกินข้าวเล็กๆ

20161103_104201

20161103_104134
ห้องนอนแรก เชื่อมกับห้องรับแขก ไม่มีฉากกั้นนะครับ ส่วนห้องนอนที่ 2 อยู่ซ้ายมือของรูป
20161103_104143
ห้องนอนที่ 2 ให้มา 3 เตียง ห้องรกไปหน่อยนะครับ ถ่ายตอนเช็คเอาท์พอดี

 

ห้องส้วมที่แยกออกมา ขนาดพอดีๆ

ห้องไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปแต่เหมาะกับการนอนพร้อมกัน 4 คนซะมากกว่า พอพวกผมไปกัน 5 คนทำให้ต้องมี 1 คนไปนอนที่ปลายเท้า ซึ่งตามปกติคนไทยไม่ค่อยชอบนอนแบบนี้กัน Wifi ที่ให้มาใช้งานไม่ได้ ทางผมไปแจ้งทางโฮสต์เขาก็มาจัดการให้โดยการบอกวิธีการ Reset มาอีกที เตียงโอเค นุ่ม นอนสบาย แล้วก็แอร์ไม่ต้องเปิด เนื่องจากห้องอากาศถ่ายเทดี ห้องวางกระเป๋าได้ 5 ใบแบบสบายๆ ห้องน้ำยังคงได้ตามมาตรฐานคือห้องเล็กๆแต่ไม่แคบมากเกินไป ใช้งานได้กำลังดี แยกห้องส้วมและห้องอาบน้ำออกมา สามารถใช้งานแยกกันได้

ราคาที่พักอยู่ที่คืนละ 8,000 บาทตกคนละราวๆ 1,700 บาท ซึ่งราคาพอๆกันกับโรงแรมเหมือนกันนะครับ แต่เนื่องจากตอนที่ผมไปช่วง High Season พอดีทำให้โรงแรมราคาแพง อีกเรื่องคือพวกผมไปกัน 5 คน ห้อง Airbnb เลยเป้นคำตอบที่ช่วยให้เราได้นอนห้องเดียวกันได้ครับ

สรุป น่าจองให้ 4/5 ดาว ไปติดที่ราคาแพงไปหน่อย แต่ถ้ามาหลายๆคนก็น่าสนใจอยู่นะครับ

ทริปถัดไปยังไม่ได้วางแผนจะไปที่ไหนในญี่ปุ่นนะครับ แต่ถ้าประเทศอื่นยังไปเรื่อยๆอยู่นะครับ ติดตามที่ Blog นี้กันต่อได้เลยครับ

ช่วงโฆษณา : Link ด้านล่างเป็นส่วนลดสำหรับผู้สมัครใหม่ 1,100 บาท (ผมได้ 600 บาทด้วยครับ เลยเรียกว่าช่วงโฆษณา (「・ω・)「) www.airbnb.com/c/nsawettaphun

วางมือถือแล้วไปกระโดดน้ำที่ แพสายชล – เขื่อนเชี่ยวหลาง

สวัสดีครับ ลืมตัวเองว่าเป็น Blog ที่อยากจะเล่าเรื่องท่องเที่ยวซะเป็นส่วนใหญ่ ดันได้ไอเดียเกี่ยวกับๆ Airbnb ซะเยอะมากกลัวจะลืมเลยเขียนไปก่อน มาถึงเวลาเล่าเรื่องเที่ยวๆที่ไปมาก่อนดีกว่า

การเที่ยวรอบนี้เนื่องจ ๆากไปเห็นโปรโมชั่นของ Traveloka ว่ามีส่วนลดเที่ยวบินในประเทศ 10% เลยเล็งที่จะหาที่เที่ยวที่ไม่แพงมาก คุณแฟนเลยเสนอไปเขื่อนเชี่ยวหลางก็เลยรีบจองตั๋วซะเลยดีกว่า ตอนแรกได้พี่ร่วมทริปอีกคนรวมเป็น 3 คน สุดท้ายก่อนบินไม่กี่วันได้เพิ่มเป็นทั้งหมด 5 คน ต่อมาหาที่พักจะไปไหนล่ะก็เลยหาตัวช่วยในการจองที่พักชื่อคุณหนูดี (Line id:0914620414) เป็นคนเคลียร์เรื่องให้เราได้ดีเลยแหละครับ ตอนแรกเราไปเจอดราม่าเรื่องแพอีกที่ยกเลิกทริปเรากระทันหันเพราะมีผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเรามาเยือน คุณหนูดีก็ช่วยแก้ไขโดยหาที่พักใหม่ให้เราซึ่งก็ได้มาเป็นแพสายชล ซึ่งเราโอเคกับมันมากๆเลย

เดินทางโดย Thai Lion Air ซึ่งเราไปรอบ 8.35 ไปต่อคิวตอนเกือบๆ 7 โมง ซึ่งก็เกือบไม่ทันเหมือนกันเพราะช่วงแปดโมงมีหลายเส้นทางของ Thai Lion Air ออกรอบนี้เหมือนกันทำให้ชุลมุนพอสมควร

ขาไป.JPG

ลงเครื่องบินต่อรถตู้ ถ้าไปกัน 5 คนก็พอจะหารถตู้ส่วนตัวได้ง่ายหน่อย ขอพี่รถตู้แวะ 7-11 ระหว่างทาง ซึ่งทางเราก็ซื้อขนม อาหาร และเครื่องดื่มไปเต็มที่ (มาม่า นี่เพิ่งรู้ว่าสำคัญมาก เพราะเล่นน้ำวันนึงหลายรอบมากทำให้อาหารที่ทางที่พักให้ไม่พอจริงๆ ไป 3 วัน 2 คืน 5 คน มาม่า 11 กระป๋องกับขนมถุงใหญ่มากยังไม่พอ)

ลงรถตู้ต่อเรือ ซึ่งเราเน้นถูกก็ได้เรือแบบธรรมดาหน่อยไม่มีหลังคาบังแดดบังฝน พร้อมกับพี่คนเรือซึ่งดูชำนาญทางแน่นอนดูได้จากสีผิว ถ้าออกรอบน้อยแล้วยังขาวๆอยู่จะไม่ค่อยน่าเชื่อถือ

_MG_8740.JPG

_MG_8805.jpg
ระหว่างทางเมฆเยอะมากซึ่งพวกเราก็คิดว่าฝนตกแน่นอน
_MG_8815.jpg
เมฆครึ้มตลอดทางแต่รวมๆแล้ววิวสวยมากกกก
_MG_8833.jpg
นั่งเรือประมาณ 45 นาทีจากท่าเรือก็จะมาถึงที่พัก
_MG_8838.jpg
ท่าจอดเรือของแพสายชล จะมีเจ้าหน้าที่ในแพมาช่วยจอดเรือด้วย
_MG_8848
ถึงที่พักไม่เกินครึ่งชม.ฝนไล่เรามาจากทางปลายเขื่อนล่ะ
_MG_8859.JPG
ฝนตกชุดใหญ่มากๆ แต่ไม่ได้คิดมากครับ เพราะกะจะมาเล่นน้ำอยู่แล้ว
_MG_8863.JPG
นับถือใจพี่เขาเลยครับ การพายเรือช่วงฝนตกหนักซะขนาดนี้ อันนี้ไม่ได้พายเข้าที่พักนะครับ พี่เขาพายออกจากที่พักครับ

_MG_8963

 

_MG_8961

DCIM100GOPROGOPR1117.
ฝนซาก็เดินเข้าห้องพักครับ
DCIM100GOPROGOPR1114.
อันนี้สภาพห้องพักที่เราได้พักนะครับ จะมีน้ำเปล่า 2 ขวดเล็กกับผ้าเช็ดตัวมาให้ด้วย

DCIM100GOPROGOPR1115.

DCIM100GOPROGOPR1116.
สภาพห้องน้ำนะครับ ถือว่าดีเลยแหละครับ ไม่ได้มานอนโรงแรมก็ต้องทำใจมาก่อน
_MG_8967
นำ้ในเขื่อนจะเป็นสีเขียวมรกตเนื่องจากมีแร่ธาตุบางอย่างครับ แต่น้ำใสมากกกกกก
DCIM100GOPROGOPR0846.
อยู่ใกล้น้ำไม่ต้องคิดมากครับ ไม่พายเรือก็โดนน้ำ

 

 

รวบรีวิว Airbnb ในญี่ปุ่น

สวัสดีครับ เนื่องจากทำเพจมาสักพักเริ่มจะงงๆว่ารีวิวที่เจอมาน่ะ เคยลงแล้วหรือยัง คิดมาอีกทีรวบเอามาอยู่ Blog เดียวกันเลยดีกว่าจะได้หาไม่ยากครับ ไหนๆก็รวบเสร็จแล้วก็เอามาแชร์ให้ดูกันเลยดีกว่าครับ

Tokyo

https://ardatravel.wordpress.com/2017/06/20/%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-airbnb-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-tokyo/
https://pantip.com/topic/32389556

ย่าน Ryugoku

ย่าน Ikebukuro
https://pantip.com/topic/36576064

ย่าน Hamamatsucho
http://www.teerapat.com/2017/01/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%81-airbnb-%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-hamamatsucho-tokyo/

ย่าน Shinjuku
https://pantip.com/topic/36544812
https://pantip.com/topic/35522568 ( Host คนไทย)

ย่าน Shibuya
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=keigo&month=19-08-2015&group=5&gblog=128

ย่าน Tokyo Dome
https://pantip.com/topic/36503329

ย่าน Tokyo Station
http://www.womjapan.com/column/travel/girls-hit-the-road/airbnb_review/

ย่าน Tokyo Sky Tree
https://pantip.com/topic/35080742

ย่าน Ueno
https://pantip.com/topic/34873841
http://www.nightphoomin.com/airbnbtokyo/

ย่าน Asakasa
http://www.teerapat.com/2015/05/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%81-airbnb-%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81-%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-akasaka-tokyo/

ย่าน Asakusa
https://pantip.com/topic/33858200

Note : Asakusa กับ Asakasa ไม่ได้ใกล้กันเลยนะครับ แล้วก็ Tokyo Dome, Tokyo Station, Tokyo Sky Tree ก็ไม่ได้อยู่ใกล้ๆกันเหมือนกัน

Kansai

https://ardatravel.wordpress.com/2017/06/28/%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-airbnb-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%81-osaka/
https://pantip.com/topic/36544812
https://pantip.com/topic/35134052
https://pantip.com/topic/34406452

ย่าน Shin-Osaka
https://pantip.com/topic/36644251
http://blog.belltastudio.com/2016/01/airbnb-osaka-autumn-in-japan-2015-past-4/
https://pantip.com/topic/33476684

ย่าน Shin-Imamiya
https://pantip.com/topic/36562097
https://pantip.com/topic/35308926

ย่าน Ebisucho
https://pantip.com/topic/35336294

ย่าน Namba
https://pantip.com/topic/36635006
https://pantip.com/topic/36631185
https://pantip.com/topic/36332969
https://pantip.com/topic/34825359
https://pantip.com/topic/35054934
http://blog.one22.com/archives/13597
#ทริปลูกคุณหนู : ชีวิต Hiso but low budget in KANSAI (Part 1 นอนสนามบินKIX/นั่งเรือเฟอร์รี่เที่ยวKOBE)
https://pantip.com/topic/35198589
https://pantip.com/topic/35208265
https://pantip.com/topic/34685123

ย่าน Kyoto
https://pantip.com/topic/36661016
https://pantip.com/topic/36333837
http://travel.sanook.com/blog/81879/

ย่าน Temmabashi Station
https://ceopatiew.wordpress.com/2017/01/29/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%81-airbnb-osaka-temmabashi-station/

Hokkaido

Sapporo
https://pantip.com/topic/36208722

รวบรวมห้อง Airbnb ที่เคยไปพักมาใน Tokyo

เขียน Blog มาสักพัก แนะนำคนอื่นว่าควรไปพักที่ไหนบ้าง ก็ควรเสริมว่าเราเคยเข้าพักจริง แต่ขี้เกียจเขียนแยกทีละห้อง เลยรวมออกมาเป็น Blog เดียวไปเลยดีกว่า เนื่องจากการไปญี่ปุ่นครั้งแรกของผม และใช้เวลาหาที่พักพอสมควร ทั้งไปค้นหารีวิวต่างๆในหลายๆที่ จนมาจบที่ตัดสินใจจองAirbnb เพราะเหตุผลเรื่องราคา การเดินทางและความสะดวกสบาย  ทำให้ติดใจจองมาเรื่อยๆครับ

ห้องแรก เข้าพัก 12/2015

 

lily

https://th.airbnb.com/rooms/2832337 (ปิดไปแล้ว)

ห้องของ Lily ผมลองจองเป็นห้องแรกด้วยความไม่รู้อะไรใดๆทั้งสิ้น ตอนนั้นที่คิดจะจอง Airbnb เพราะว่าผมหาโรงแรมสำหรับ 3 คนไม่ได้ หรือมีก็แพงพอสมควร ทำให้ผมต้องลองใช้ Airbnb ดูครับ ความประทับใจในการจองครั้งแรกกับ Lily ถือว่าได้ 4 จาก 5 ดาว เพราะถามไปมากๆชักเริ่มรำคาญ แถมผมดันทำตัวแบบคนไทยมาเกินไปหน่อย คือมาถึงคุยแค่แปปเดียวต่อราคาเลยครับ อาจจะทำให้ดูเสียมารยาทเกินไปหน่อย

ต่อมาผมบินแล้วเครื่องลงตอน 22.50 น.ถือว่าฉิวเฉียวรถไฟเที่ยวสุดท้ายพอดีเลยได้การเข้าห้องพักแบบ Self-Checkin ซึ่งก็คิดว่าดูดีใช่มั้ยครับ แค่ไขรหัสแล้วเอากุญแจ ประเด็นคือโฮสต์ให้รหัสมาผิดครับ แล้วตอนนั้นตีหนึ่งแล้วครับ การคาดหวังให้โฮสต์มาตอบช่างสิ้นหวัง แต่สุดท้ายก็แก้ปัญหาได้โดยทางโฮสต์เขียนผิดไปแค่ตัวเดียวเลยเข้าพักได้หลังจากลุ้นๆอยู่ประมาณ 15 นาทีได้ (แต่โฮสต์ก็ติดต่อกลับมานะครับ ถัดไปสักราวๆ 10 นาที คือปั่นจักรยานออกมาช่วยแล้วด้วย)

1779167_1586857508256888_1890900093462537680_n

10465514_1586856848256954_1161904578273445112_o

11102928_1586856881590284_5537132913856155671_o

ห้องสภาพตามรูปไม่ผิดแม้แต่ผ้าเช็ดตัวครับ แต่ห้องเล็กไปหน่อย (รูปที่ถ่ายเป็นสถาพห้องก่อนออกจากที่พักนะครับ อาจจะรกไปหน่อยต้องขออภัยด้วยครับ) ต้องเอากระเป่าไปวางไว้ตรงทางเดินเข้าห้องเอาเข้าห้องนอนไม่ได้ แยกห้องน้ำ ห้องอาบน้ำและห้องนอนชัดเจน ที่นอนนุ่มมาก ใครชอบแข็งๆข้ามไปได้เลยนะครับ  แต่ Heater มาแบบมาตรฐานเก่าคือ จะคอแห้งตอนเช้าเพราะอากาศแห้ง อีกข้อนะครับ ผมไปตอนหน้าหนาว ตรงที่นอนแบบคนเดียวมันใกล้หน้าต่างเลยหนาวพอสมควร ต่อให้ Heater ตกตรงนั้นยังไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ ให้ 4/5 ดาว พอล่ะกันหักเรื่อง Heater ไป

การเดินทาง

lily Location
DSC05271

ห้องอยู่ตึกหลังรถตู้สีขาวนะครับ เนื่องจากอยุ่ตรงสถานี Kyobashi ทางออกที่ 6 ซึ่งเดินจากทางออกนี้แค่ 2 นาทีถึงห้อง และสายนี้สามารถเดินทางไปยัง Ueno, Akihabara ได้ง่าย ทำให้ไม่มีปัญหาในการเดินทางครับ แต่การเดินทางไปสนามบินก็เดินไปยัง Tokyo Station ราวๆ 15 นาที ส่วนเดินไปสุดซอยจะมี Lawson อยู่ เดินเลยไปหน่อยมีร้าน Ramen เปิด 24 ชม. ซึ่งถือว่าดีมากๆ ให้ 5/5 ดาวไปเลย ที่พักอยู่ซอยเดียวกับโรงแรม Kyobashi First Inn นะครับ

เสียดายที่ปิดไปแล้ว ตอนที่ผมจองพัก 3 คน 4,000 บาท ถือว่าราคาดีมากๆ แต่ตอนท้ายๆก่อนปิดราคาขึ้นไปสูงเหมือนกัน รีวิวของโฮสต์ก็ดี (https://th.airbnb.com/users/show/3145185) ใครสนใจห้องอื่นของ Lily ก็ไปจองได้นะครับ

ห้องที่ 2 เข้าพัก 12/2015

will

https://th.airbnb.com/rooms/564551 (ปิดไปแล้ว)

ห้องต่อมาเป้นห้องของ Will ซึ่งเขาเป็นชาวต่างชาติที่มีห้องปล่อยใน Airbnb เยอะมากกกๆๆ (ตอนที่ผมเข้าพักตอนปี 2014 เขามีห้องราวๆ 60 ห้อง ตอนนี้ปี 2017 มีอยู่ 110 ห้อง) ห้องนี้ผมจองให้เพื่อนเข้าพักในทริปเดียวกัน ซึ่งเดินทางจากห้องของ Lily ใช้เวลาราวๆ 10 นาที เนื่องจากห้องมี Self-Checkin มาให้แต่เอาเข้าจริงผมมาหาห้องนี้ตอนสี่ทุ่ม ซึ่งห้องหายากมากในครั้งแรกเพราะ Google Map ดันบอกเส้นทางผิด ไปใช้เส้นทางที่กำลังทำทางอยู่ เลยเดินใช้เวลาไปครึ่งชม.กว่าจะหาห้องเจอ

will location

จริงๆแล้วห้องเดินทางไม่ยากเลยใช้ SHINTOMICHO station ทางออก 1 เดินผ่านตึกนิดเดียวก็ถึงล่ะ แต่สถานีนี้อยู่ Yurakucho Line ซึ่งแทบจะไม่ผ่านที่เที่ยวใหญ่ๆเลยต้องเดินไปยัง Kyobashi Station เพื่อไปเที่ยวกันต่อ ซึ่งก็รู้สึกผิดเหมือนกันที่จองให้เพื่อนแล้วต้องเดินไกลมาก แถมแถวๆนี้ไม่ค่อยมีร้าน Minimart เลยต้องเดินไปพอสมควรกว่าจะเจอ ข้อดีคืออยู่ใกล้ Tsukiji แบบเดินไปแค่ 10 นาทีถึงเลย ไปต่อร้าน Sushi Dai ตอนตีสี่ได้ชิวๆ ให้เรื่องของการเดินทางไป 3/5 ดาว

will room 1

will room 2

ห้องของ Will ดูจากในรูปสว่างมาก (ซึ่งรูปผมยืมมาจาก Airbnb.com หาของตัวเองที่ถ่ายไว้ไม่เจอ) ของจริงแสงสลัวพอสมควร สลัวมาตั้งแต่ทางเดินเข้าห้องล่ะ แล้วก็ห้องน้ำเป็นแบบมาตรฐานของญี่ปุ่นเล็กๆมีอ่างอาบน้ำอันนึง ไม่ใหญ่มาก ส่วนเตียงมีขนาดประมาณ 5 ฟุตซึ่งตอนนั้นนอนแค่ 2 คนเลยใหญ่มากๆ จริงๆแล้วโซฟาสามารถปรับนอนเพิ่มได้อีก ห้องให้ 4/5 ดาว

ห้องปิดบริการไปล่ะ ราคาตอนที่ผมจองอยู่ที่ 2,600 บาทต่อคืนซึ่งถือว่าไม่แพงเลย ส่วนการบริการของ Will บอกตรงๆว่าตอบช้ากว่าของ Lily มากๆ เรียกว่าพิมพ์ไปกว่าจะตอบกลับมาเกือบครึ่งวัน ไม่ค่อยแนะนำให้ใช้บริการเท่าไหร่ดีกว่าครับ กลัวว่าถึงเวลามีปัญหาโฮสต์จะไม่อยู่ช่วยเราได้

ห้องที่ 3 เข้าพัก 4/2016

Tomo

https://th.airbnb.com/rooms/7535947 (ยังเปิดให้บริการอยู่)

ห้องที 3 ไปพักมาเมื่อปี 2016 (ปีที่แล้ว) โฮสต์  Tomo&Aki ถือว่าดีมากๆ จะเป็น Aki ที่คุยกับเราผ่าน Messager ซึ่งให้ข้อมูลดีมากๆ ทั้งการจองรายละเอียดห้องซึ่งตอนที่ผมจองครั้งแรกจองไป 6 คน จ่ายเงินเรียบร้อย ขอปรับเหลือ 4 คน ขอคืนเงินก็ได้ไม่ติดอะไร แล้วขอเพิ่มคนเป็น 6 คนอีกรอบจ่ายเงินใหม่ก็ไม่ติดอะไร (แลดูเป็นลูกค้าเรื่องมาก อันนี้ยอมรับครับเนื่องจากจองโรงแรมผิดเลยต้องไปขอเพิ่มคนครับ)

การเช็คอิน ทาง Tomo จะเป็นคนนัดเวลา (ตอนที่ผมเข้าห้องเกือบ 3 ทุ่ม เขาก็ยังรอเราอยู่) พร้อมบอกว่ากุญแจใช้อย่างไร ห้องเข้ายังไง อุปกรณ์ในห้องมีอะไรบ้าง ซึ่งทางผมมองว่าเขาเป็นกันเองมากๆ ให้คะแนน 5/5 ดาวสำหรับเรื่องของโฮสต์ อีกเรื่องนึงการเจอโฮสต์ด้วยตัวเองทำให้มั่นใจว่าถ้าเราเกิดปัญหาอะไรที่ใหญ่น่าจะสามารถมาช่วยเราได้ครับ

Tomo Room.JPG

IMG_3701

IMG_3871

จากห้องรูปแรกเป็นรูปจาก Airbnb รูปต่อมาเป้นรูปที่ถ่ายหลังจากเข้าพักแล้วซึ่งของจริงติดถนนใหญ่ใกล้สถานีรถไฟเลยครับทำให้หัวเตียงอาจจะเสียงดังไปบ้างในบางช่วง (บางคืนมีรถฉุกเฉินวิ่งทั้งคืนเลยครับ ถ้าใครไม่ชินรบกวนข้ามไปเลยนะครับ) ผมจองสำหรับ 6 คนทำให้อีก 2 คนนอนที่โซฟาที่ปรับมาเป็นที่ซึ่งโอเคพอสมควร จริงๆแล้วโต๊ะทานอาหารเขาวางไว้กลางพรมแต่ทางผมได้ขยับไปเพื่อเอาทางเดินเพิ่ม ห้องนอนถือว่าโอเคมากเตียงสบาย ตอนที่ไปเดือนเม.ย.ดังนั้นไม่ต้องเปิดแอร์ก็นอนสบายๆ ห้องน้ำแยกระหว่างห้องอาบน้ำและห้องส้วม และอ่างล้างหน้าแยกกันชัดเจน ถึงจะนอน 6 คนแต่ก็ไม่ติดอะไรตอนเช้าครับ จัดเวลากัน 6 คนใช้เวลาราวๆ 1 ชม.ก็พร้อมออกจากบ้านทุกคน

ปล.เตาแก๊สไม่สามารถใช้งานได้นะครับ แต่ทางผมไม่ได้ใช้เลยไม่ได้ไปรีวิวเรื่องนี้ครับ

Tomo Location

ห้องอยู่ไม่ไกลจากสถานี Asakusa ทางออกที่ 6 เดินมาราวๆ 5-10 นาที (ช่วงเช้าเดินเร็วพลังงานยังมีอยู่ ช่วงเย็นเข้าห้องเดินช้าหน่อยพลังานหมด) ห้องอยู่ตึกเดียวกันกับร้าน Minimart Daily Yamazaki ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องของกิน และระหว่างทางมีร้านอาหารเยอะมาก รวมทั้งร้านปังเมลอนที่อร่อยมากอยู่เลยห้องพักไปนิดเดียว ร้านนี้ต้องมาเร็วหน้าเพราะเปิดตั้งแต่เช้าสัก 10 โมงนิดหน่อยก็หมดล่ะ อ้อ ถ้าออกมาเช้าหน่อยจะเห็นเด็กเดินมาเข้าเรียนด้วยน่ารักดี

สรุปเป็นห้องที่น่าพักเลยครับ ราคา 6 คนตกคืนละ 6,700 บาท ตกต่อคนที่ 1,100 บาทเอง ห้องยังเปิดให้บริการอยู่นะครับ ใครสนใจเข้าไปติดต่อได้เลยครับ

ห้องที่ 4 เข้าพัก 11/2016

Kentaro

https://th.airbnb.com/rooms/12788415 (ยังเปิดให้บริการอยู่)

เล่าคร่าวๆก่อน ห้องของโฮสต์ชื่อ Kentaro ผมหาจากราคาเป็นหลักเลยครับ ซึ่งการจะหาห้องพักราคาราวๆ 6,000 บาทต่อคืนในโตเกียวสำหรับ 5 คนยากมากครับ เจอที่แบบไกลจากตัวเมืองมากๆ หรือถ้าอยู่ในตัวเมืองก็จะเดินไกลจากสถานีรถไฟไปเลย ซึ่งผมก็หลงผิดไปจองแบบที่ต้องเดินมากๆแทน

15181461_1834270480182255_1914936940173208909_n

ผมได้นั่งรถไฟจาก Osaka มายัง Ueno โดยถึงช่วงเที่ยงๆหลังจากไปเที่ยวเรียบร้อยแล้ว ก็นั้นมาเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่สถานี Ueno ฝั่ง Iriya แล้วเดินไปที่ห้อง ซึ่งห้องเดินไกลมากกกกกๆๆๆๆๆ จากสถานี Ueno ราวๆ 20 นาที (ใน Google Map อาจจะเขียนแค่ 10 นาที ของจริงเดินขาลากเลย) ระหว่างทางมีร้านอาหารเล็กๆน่ารักๆเยอะมาก ถ้าเดินไม่ไหวให้ใช้รถ Taxi ไปเลยก็ได้ราคา 780 เยน แต่ถ้าจะเดินจากสถานี Inaricho ก็ไม่ต่างกับเดินจากสถานี Ueno เลยครับ แถมมึดและเปลี่ยวกว่าด้วย (แต่ไม่ได้ดูอันตรายนะครับ) ใกล้ๆที่มีพักมีร้าน Daily Yamazaki อย่างเดียว ร้านอาหารอื่นๆใกล้ๆนี้ไม่มีน่าสนใจเลย แนะนำให้กินอะไรให้เรียบร้อยตรง Ueno แล้วค่อยเดินมาดีกว่า

DSC04448DSC04446DSC04450DSC04451DSC04452

ห้องพักใช้ระบบ Digital Door Lock ซึ่งใช้ยากมากในครั้งแรก ถึงขั้นต้องเรียกโฮสต์ให้มาเปิดให้เลยครับ (อ้อ ลืมบอกไปว่าโฮสต์เป็นเจ้าของตึกครับ เลยมาช่วยเราได้เร็วเลย) แต่พอครั้งต่อไปเขาสอนจังหวะการกดเลยไม่ยากล่ะ ห้องพักดีงามมาก สวย สะอาด เตียงนุ่มทั้งแบบที่เป็นฟูกและเตียง ห้องที่เป็นเตียงประตูบานเลื่อนไม่สามารถปิดห้องจนสุดได้นะครับ แต่ไม่ได้คิดอะไรมากเลยไม่ได้แจ้งไป เครื่องดื่ม ผงชา ผงกาแฟมีให้พร้อมสามารถใช้ได้เลย แต่ผมแยกขยะไม่เป้นแต่พอรู้แค่อะไรที่เป็นขยะเปียก ขยะแห้ง และขยะ Recycle เลยทำแค่แยกถุงไว้ไม่ได้เอาลงถังตามที่เขาบอก แต่แจ้งทางโฮสต์ไปล่ะ ซึ่งเขาบอกว่าเราแยกได้เกือบถูกล่ะ (เหมือนโดนชม แอบดีใจนิดๆ) ห้องน้ำใหญ่มากเท่าที่เคยพักห้อง Airbnb มา แยกส่วนเปียกและส่วนแห้ง แต่การปรับอุณหภูมิจะเป็นแบบ Digital จะทำให้การปรับจะไม่เร็วเท่าระบบ Manual อาจจะ Delay ราวๆ 10 วินาทีกว่าจะเป็นอุณหภูมิที่เราตั้งไว้

สรุป เป็นห้องที่น่าพักเลยครับ ราคา 5 คนตกคืนละ 5,000 บาท ตกต่อคนที่ 1,000 บาทเอง ห้องยังเปิดให้บริการอยู่นะครับ แต่การเดินทางเป็นปัญหาใหญ่พอสมควรครับ ไม่ค่อยแนะนำให้เดินเท่าไหร่ในช่วงเย็น นั่งแท็กซี่ดีกว่าครับ แต่ถ้าแรงยังเหลืออยู่เดินเลยครับ

 

จอง Airbnb ในโอซาก้า – ฉบับเริ่มต้น

หมายเหตุ : เขียนจากประสบการณ์เข้าพักอันน้อยนิด 2 โซนเท่านั้น อย่าคาดหวังว่าจะแนะนำได้ทั้งโอซาก้านะครับ โดยเฉพาะแถว Shin-Osaka เรียกว่าไม่เคยเหยียบไปเลย แล้วก็ราคาที่แจ้งทั้งหมดมีเงื่อนไขคือแบบเช่าทั้งหลังและเลือกเป็น Superhost เท่านั้น ถ้าไม่เลือก Superhost ราคาจะลงไปนิดหน่อยครับ

ช่วงโฆษณา : Link ด้านล่างเป็นส่วนลดสำหรับผู้สมัครใหม่ 1,100 บาท (ผมได้ 600 บาทด้วยครับ เลยเรียกว่าช่วงโฆษณา (「・ω・)「) www.airbnb.com/c/nsawettaphun

ต่อจาก Blog ที่แล้วที่ไปโตเกียว กลับมาที่โอซาก้ากันบ้าง เริ่มจากว่าโอซาก้า ส่วนมากจากที่ได้รับประสบการณ์ในการทำเพจมาสักพักแล้วก็ที่ไปเที่ยวมาเองจะได้โซนที่พักตามนี้ครับ

  1. Namba และ Shinsaibashi แหล่ง Shopping หลักของ Osaka เลยครับ มีทุกอย่างให้เลือกดูและชิม พักแถวนี้สะดวกสุดๆในบรรดาแหล่งที่พักทั้งหมดของเมืองล่ะ แต่ก็จะมาด้วยราคาที่แพงนิดนึง

    5364114070_79894900c4_z.jpg
    Credit : http://mochit2.com/?p=4130
  2. Shin-Imamiya (รายละเอียดของโซนนี้) เป็นจุดที่เดินทางสะดวกทั้งจากสนามบิน อยู่ตรง JR Loop Line และ Midosuji Line รวมทั้งห้องมีราคาไม่แพง ทำให้หลายคนเลือกพักที่นี่ครับ

    0001271-thumb-2573x1710-20824.jpg
    Credit : http://www.osaka-info.jp/th/facilities/cat37/post_300.html

จุดอื่นอาจจะมีหลงมาบ้างเช่น Shin-Osaka หรือ Umeda ผมไม่ค่อยถนัดแถวๆนั้นเลยไม่กล้ารีวิวครับ

มาอธิบายที่พักรายโซนกันก่อนดีกว่าครับ

  1. Namba และ Shinsaibashi

Namba

บอกตรงๆว่าการหาที่พักโซนนี้สำหรับผู้ที่ไม่เคยไปเที่ยวโอซาก้านั้นอาจจะง่ายเพราะโรงแรมและ Airbnb ในโซนนี้มีเยอะมากๆๆ แต่พอไปถึงจริงๆงงครับ สถานีอะไรทางออกมีประมาณ 40 ทางออก เลี้ยวซ้ายผิดชีวิตเปลี่ยนอีก ของผมหนักสุดคือตอนอ่านว่าไปสถานี Namba แล้วออกทาง North Entrance หาตั้งนานก็หาไม่เจอ สุดท้ายไปเจอว่าออกผิดสายเลยครับ ที่เขาบอกมัน JR Line ไม่ใช่ Midosuji Line ที่ผมขึ้นรถไฟมา TT-TT แหล่งที่เที่ยวถ้านึกไม่ออกให้เปิด Google Map แล้วหาคำว่า Glico Man Sign ครับ แล้วเดินเริ่มจากแถวๆนั้นได้เลยครับ

เพื่อความง่ายของการอธิบายแบบเข้าใจด้วยตัวเองผมขออธิบายตามสถานีรถไฟน่าจะง่ายสุด

  1. JR Namba Station ตรงโซนนี้จะใกล้กับ Kyosan Hostel Namba มากๆเดินไม่เกิน 5 นาทีถึงสถานี JR ถ้าใครอยากจะเน้นถูกๆก็เข้าพักที่นี่ได้นะครับ
    ความรู้สึกต่อย่านที่พักแถวๆนี้ :  ร้านอาหารแถวนี้มีไม่เยอะเท่าไหร่ จะเน้นไปทางร้านแบบจานด่วนก็แถวๆจะเข้า Dotonburi ล่ะ (แถวแม่น้ำด้านซ้ายของช่องที่ 1) ซึ่งเดินไปอีกนิดหน่อยก็ Dotonburi ไปหากินแถวๆนั้นดีกว่า ความสงบแถวนี้เงียบตอนกลางคืนถึงขั้นเงียบมากๆ เดินแล้วเปลี่ยวเลยแหละ แล้วก็มีโรงแรมที่ผมออกจะมั่นใจว่ามันคือ Love Hotel อยู่เยอะพอสมควรอีกด้วย
    ความรู้สึกต่อ Airbnb ในย่านนี้ : ในโซนนี้ราคาถูกมากๆสำหรับห้องพัก 2 คน หาได้เริ่มต้นตั้งแต่ราคา 1500 บาทต่อคืน บางจังหวะดีๆหาห้องละ 1000 บาทก็ได้นะครับ ต้องลองดูโปรโมชั่นของโฮสต์ที่ปล่อยออกมา
    – คำแนะนำส่วนตัว :  แถวนี้น่าจองสุดๆครับ ราคาไม่แพงแถมเดินไม่ไกลมากเท่าไหร่ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวที่เดินได้ทั้งคืนด้วย
  2. Dotoburi (ปลายๆทาง) – Shinsaibashi ตรงโซนนี้เป็นแหล่งช๊อปปิ้งที่น้อยคนจะหลุดมาถึง เนื่องจากกว่าจะมาถึงก็เงินหมดไปแล้วครับ ของผมเรียบร้อยได้ทุกอย่างตั้งแต่กลางทาง แถมเงินหมดแล้วด้วย การเดินแถวๆนี้จะเหมือนการสำรวจทางซะมากกว่า
    ความรู้สึกต่อย่านที่พักแถวๆนี้ :  ร้านอาหารเยอะมากครับ ทั้งร้านนั่งชิว และไม่ชิว และกินจริงจัง โอซาก้าในความรู้สึกของผมคือจะมีร้านปาจิงโกะเยอะมากๆพอๆกับร้านอาหารที่เยอะกว่าโตเกียวสัก 2 เท่าได้ ที่แทรกๆมาบ้างจะเป็นร้านเสื้อผ้า กับพวกร้านขายยาและเครื่องสำอางค์
    ความรู้สึกต่อ Airbnb ในย่านนี้ : ในโซนนี้ราคาเริ่มจะแพงกว่าแถวๆ JR Station โดยแถวนี้ราคาราวๆ 2000 บาท เพราะใกล้แหล่งช้อปปิ้งและร้านค้า ร้านอาหารมากกว่า
    – คำแนะนำส่วนตัว :  แถวๆนี้แนะนำว่าให้เลือกห้องที่ระบุรายละเอียดของการเดินทางดีๆ (แนะนำให้ถามโฮสต์) ว่าออกทางออกอะไร เนื่องจากการเดินทางง่ายสุดก็คงจะเป็นสาย Midosuji ที่จะงงกับทางออกแน่นอน
  3. Nankai Line & Den Den Town ผมเริ่มจากตรง Nankai Station จะมีโรงแรมหรูอยู่เยอะหน่อย ซึ่งแถวๆนี้ร้านอาหารเยอะมากๆ ร้านเหล้าเยอะพอสมควร  แต่เราจะไม่ได้ค่อยได้ใช้บริการ Nankai Line เท่าไหร่ เนื่องจากใช้ไปกลับสนามบินซะมากกว่า การเดินทางของเราเลยจะเน้นไปที่สถานี Namba, Nipponbashi และ Ebisucho เป็นหลัก ถ้าใครจะพักโซนนี้แนะนำให้ถามว่าใกล้สถานีแถวนี้ด้วยมั้ยนะครับ
    ความรู้สึกต่อย่านที่พักแถวๆนี้ :  ถ้าใกล้ Nankai Line ผมแนะนำเลยครับ ว่าโอเค ร้านอาหารเยอะ ห้างเยอะมาก ร้านน่าเดินเพียบ และร้านเหล้าเพียบเช่นกัน แต่ถ้าไปใกล้ตรง Den Den Town ผมไม่แนะนำครับ เพราะกลางคืนมืดพอสมควร และมีร้านขายซีดีสำหรับผู้ใหญ่เยอะมากๆ ประมาณว่าร้านมันเรียงกันทุกๆ 3-4 ร้านเลย แถมปิดดึกกว่าร้านขายของอื่นๆ ทำให้ย่านที่ยังดูสว่างอยู่ มาจากร้านพวกนี้แหละครับ
    ปล.มีร้าน Tempura Don แนะนำให้ลองครับ
    ความรู้สึกต่อ Airbnb ในย่านนี้ : ในโซนนี้ราคาเริ่มจะแพงกว่าแถวอื่นๆ ราคาราวๆ 2500 บาท อาจจะมาด้วยว่า ใกล้ห้าง และการเดินทางจากสนามบินสะดวกกว่า ถ้าไม่นับแหล่งช้อปปิ้ง แถววนี้เดินแล้วดูดีกว่าทั้ง 2 โซนที่บอกไปครับ
    – คำแนะนำส่วนตัว :  แถวๆนี้แนะนำว่าให้เลือกห้องที่โฮสต์สามารถบอกได้ว่าใกล้สถานี Namba, Nipponbashi และ Ebisucho สักกี่นาทีด้วยก็ดีนะครับ อ้อ ถ้าใกล้ Ebisucho แถวๆนั้นจะใกล้กับ Tsutenkaku ที่มีร้านอาหารเปิด 24 ชม. หลายร้านมากๆนะครับ แต่การเดินทางจาก Ebisucho มันจะอยู่ตรงกลางของทุกอย่างทำให้จะเสียเวลาต่อรถเพิ่มอีกต่อนะครับ (แต่ไป Umeda Station สะดวกนะครับ)

2. Shin-Imamiya

shinimamiya.JPG

ผู้ที่ไป Osaka น่าต้องเคยหาห้องพักหรือโรงแรมราคาถูกมากๆ ซึ่งย่านนี้แหละครับ ท่านจะได้ห้องพักราคาถูกมากๆราว 1000 บาทต่อคืนก็หาได้ แต่ว่าในของถูกมันก็จะต้องมีข้อเสียอยู่แล้วแหละ เช่น Hotel Chuo Selene อันนี้ใกล้และถูกแต่ก็ต้องแลกมาด้วยห้องจะมีเสียงดังจากรถไฟ ทำให้ท่านที่นอนหลับลำบากมีปัญหา หรือ Hotel Sunplaza ที่ห้องน้ำสกปรกบ้าง หรือฟูกนอนไม่สบายบ้าง และทัวร์จีนส่วนมากจะชอบจองโรงแรมนี้ด้วย แล้ว Airbnb แถวนี้จะไม่เจอแบบนั้นบ้างเหรอ ผมตอบเลยว่ามีครับ บางห้องเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าท่านรับได้ก็โอเคครับ ซึ่งข้อดีของ Airbnb คือท่านจะได้เห็นรูปจริง ก็ต้องพิจารณาเพิ่มเติมด้วยครับว่าอาจจะเล็กไปหน่อย หรือสกปรกไปหน่อยก็ได้

ความรู้สึกต่อย่านที่พักแถวๆนี้ :  ร้านอาหารเยอะมากครับ ส่วนมากจะเป็นร้าน Kushikatsu ซะส่วนมาก ซึ่งอยู่ตรง Shinsekai ย่านท่องเที่ยวอีกจุดใน Osaka (ในช่องหมายเลข 2) มีร้าน Donki อยู่ตรง Dobutsuen-Mae Station ซึ่งเปิดจนถึงดึกมากๆ ถ้ามากันแค่ 2 คนก็น่าหาที่พักโซนนี้ไว้ครับ แต่ถ้าเริ่มๆดึกสัก 3 ทุ่มขึ้นไป แถวๆ Tennoji Zoo ตรงทางออกที่ใกล้ Shinsekai จะเป็นพักของคนจรจัด ซึ่งเขาก็นอนเรียบร้อยของเขาดีนะครับ แต่ถ้าใครไม่ชอบหรือไม่ไว้ใจ ข้ามแถวๆนี้ไปเลยครับ
ความรู้สึกต่อ Airbnb ในย่านนี้ : ในโซนนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจนครับ
ย่านที่พักจะอยู่ตรงหมายเลข 1 ราคาจะแพงหน่อยราวๆ 1600 บาทขึ้นไป แต่แถวๆนี้เดินเยอะหน่อย ประมาณ 10 – 20 นาที ตรงถนนเส้นสีเหลืองจะเป้น Highway ซึ่งท่านต้องเดินข้ามสะพานลอย ซึ่งพอข้ามไปแล้วหา Minimart ไม่เจอแล้วครับ (อาจจะมีก็ได้ครับ แค่ผมเดินหาไม่เจอเอง) แต่ห้องแถวๆนี้ใหญ่เลยครับ ถ้าใครหาห้องพัก 4 คนขึ้นไป ผมแนะนำแถวๆนี้เลยครับ ท่านอาจจะหาห้องที่มีหลายห้องนอนเลยก็ได้ ผมเคยนอนห้องที่มี 3 ห้องนอน เข้าพัก 5 คน ในราคาคืนละ 5000 บาทเองครับ แถมห้องสะอาด โฮสต์ก็ดีสุดๆด้วย

ย่านเที่ยวตรงหมายเลข 2 แถวๆนี้จะเป็นห้อง 2 คนเป็นหลัก บางห้องไม่ได้มีลิฟท์มาให้เนื่องจากตึกเก่า อย่าลืมถามเรื่องนี้ด้วยนะครับ ร้านอาหาร ร้านขายของ และร้านเหล้ามีเพียบครับแถวนี้ใครชอบความบันเทิงและห้องราคาถูก สามารถได้ในราคา 1000 บาทต่อคืนด้วยซ้ำ

คำแนะนำส่วนตัว :  แถวๆนี้ผมแนะนำให้ถามโฮสต์และก็อ่าน Comment ของห้องเยอะๆหน่อยครับ แล้วก็เลือก SuperHost อย่างเดียวไว้ก่อนเพราะแถวๆนี้อ่านแล้วผมเจอห้องที่มีประวัติการยกเลิกบ่อยๆ (แถวๆหมายเลข 2) แต่สุดท้ายแล้วใน Osaka ผมชอบโซนนี้มากที่สุดนะ ผมว่ามันดูบันเทิงมากๆ แถมร้านอาหารและการเดินทางแถวๆนี้เดินไม่ลำบากด้วยครับ มีสาย Nankai ที่ตรงไปสนามบินผ่าน แถมใกล้ JR และ Midosuji Line แบบเดินไม่ไกลกันเท่าไหร่อีกด้วย

คำแนะนำโดยภายรวมในโอซาก้า หาห้องที่นอนกับฟูกดีกว่านะครับ ท่านจะได้ห้องที่ขนาดใหญ่ขึ้น (จริงๆแล้วก็ห้องเท่าเดิมกับที่มีเตียงแหละ แค่เปิดกระเป๋าสะดวกกว่า)

จอง Airbnb ในโตเกียว – ฉบับเริ่มต้น

หมายเหตุ : เขียนจากประสบการณ์เข้าพักอันน้อยนิด 2-3 โซนเท่านั้น อย่าคาดหวังว่าจะแนะนำได้ทั้งโตเกียวนะครับ แล้วก็ราคาที่แจ้งทั้งหมดมีเงื่อนไขคือแบบเช่าทั้งหลังและเลือกเป็น Superhost เท่านั้น ถ้าไม่เลือก Superhost ราคาจะลงไปนิดหน่อยครับ

ช่วงโฆษณา : Link ด้านล่างเป็นส่วนลดสำหรับผู้สมัครใหม่ 1,100 บาท (ผมได้ 600 บาทด้วยครับ เลยเรียกว่าช่วงโฆษณา (「・ω・)「) www.airbnb.com/c/nsawettaphun

มาเกริ่นเข้าเรื่องก่อนดีกว่า ว่าเราจะเลือกห้อง Airbnb ส่วนมากเงื่อนไขในการเลือกก็จะมีราคากับโซนที่พัก ถ้าเราเอาโซนของที่พักมาเป็นเงื่อนไขล่ะ เราจะเลือกจากอะไรกันดีล่ะ

ส่วนมากคนที่ไปเที่ยว Tokyo มักจะมีสถานที่เที่ยวตามมาตรฐานและมีห้อง Airbnb ให้จองในราคาย่อมเยาคือ

  1. Asakusa อันนี้ส่วนมากจะเริ่มกันที่วัดเซ็นโซจิ แล้วก็หาอะไรกินแถวๆนั้น ซึ่งจะมีตึก Asahi และ Tokyo Sky Tree เป็นจุดเด่นของโซนนี้
    DSC02214
  2. Ueno ถ้าจะเอาจุดเด่นของตรงนี้จะเป็น Ueno Park ที่สามารถเดินจับ Pokemon ตัวแปลกๆได้บ่อยๆ ไม่ใช่ล่ะ เดิมชมซากุระ และวัด 2-3 แห่งภายใน รวมทั้งเดินมาอีกนิดจะเจอตลาด Ameyoko และตึกม่วง ที่ไปหลายๆครั้งเจอคนไทยและคนจีนเยอะมากๆ
    DSC02243
  3. Akihabara สถานที่ที่ผู้ชายและเหล่าโฮตาคุ โมเดลและเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องมาให้ได้IMG_3878
  4. Tokyo Station สถานีใจกลางเมืองสำหรับผู้ที่ต้องการต่อไปเมืองอื่น ถ้าพักแถว Kyobashi หรือ Takaracho ก็จะใกล้ตลาดปลา Tsukiji
    3037_01
    Credit :  http://www.japan-guide.com/e/e3037.html
  5. Shibuya ห้าแยกชื่อดังพร้อมห้างที่พร้อมให้นักท่องเที่ยวล้มละลาย20170217_183835

ซึ่งถ้าปักป้ายทั้ง 5 ที่แล้วจะเลือกยังไงต่อดีล่ะ

1. Asakusa Station

ทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ สถานี Asakusa มี 2 สถานีจาก 2 สายรถไฟนะครับ

Asakusa Area.PNG

  • Tokyo Metro Line (สถานีอยู่ตรงหมายเลข 1) สถานีนี้สามารถไปได้ที่ Shibuya, Ginza (ย่านกลางคืน), Kyobashi (ใกล้ Tokyo Station สามารถเดินไปได้ราวๆ 5-10 นาที), Suehirocho (อยู่ตรง Akihabara), Ueno, Asakusa สามารถเดินไปขึ้นรถไฟเพื่อต่อไปที่ Tokyo Sky Tree ได้
  • Tsukuba Line (สถานีอยู่ตรงหมายเลข 2) สถานีนี้สามารถไปได้ที่ Akihabara, Shin-Okashimashi (ปลายทางของตลาด Ameyoko), Asakusa ที่เหลือจะออกไปชานเมืองล่ะ

ซึ่งเอาเข้าจริงๆสาย Tokyo Metro Line จะใกล้สถานที่ท่องเที่ยวมากกว่า แต่ข้อดีของสาย Tsukuba Line คือใกล้ร้าน ดองกี้ ซึ่งเปิด 24 ชม. ทำให้ถ้าอยากจะซื้อของฝากก็ทำให้ใกล้ที่พักในการเดินไปเก็บของส่วนการต่อรถไปยัง JR Line ก็ให้ไปต่อที่ Akihabara แทน

ความรู้สึกต่อย่านที่พักแถวๆนี้ : ร้านอาหารแถวนี้เยอะพอสมควรครับ และกลับมาห้องตอนดึกๆยังพอจะเจอร้านอาหารอยู่บ้าง เดินตอนกลางคืนไม่เปลี่ยว เพราะวัดเซ็นโซจิเปิดทั้งคืน ดึกๆยังมีคนเดินผ่านไปผ่านมา

ความรู้สึกต่อ Airbnb ในย่านนี้ : ราคาของ Airbnb แถวนี้จะเริ่มต้นที่ 1,500 สำหรับห้อง 2 คนในช่วง พ.ค. – ก.ค. และราวๆ 2,500 ในช่วง ส.ค. – ต.ค. อาจจะเจอราคานี้ถึง ก.พ. ได้ แต่ถ้าเป็นช่วงพีคมี.ค. – เม.ย. จะเริ่มต้นราวๆ 4,000 บาท (ผมดูแต่คนที่เป็น Superhost เท่านั้นนะครับ) การเดินจากห้องส่วนมากจะไม่ค่อยไกลมากเท่าไหร่ แต่ถ้าเน้นห้องถูกลงไปหน่อยก็อาจจะเดินราวๆ 10 – 15 นาทีกว่าจะถึงห้องนะครับ

คำแนะนำส่วนตัว : ถ้าพักแค่ 2 คนแล้วไม่คิดมากเรื่องความ Private ก็อยากแนะนำพวก Hostel มากกว่าเพราะแถวนี้มี Hostel เยอะมาก แต่ถ้าอยากจะได้ที่พัก Airbnb ราคาไม่แพงและเดินไม่เยอะมาก แถวนี้แหละครับ เหมาะมาก ให้เป็นตัวเลือกแรกๆเลย

2. ย่าน Ueno

UENO.JPG

ย่านนี้มีจุดสนใจจะเป็นสวน Ueno ที่อยู่ด้านซ้ายบนของรูปที่เป็นไฮไลท์ในช่วงซากุระบาน และตลาด Ameyoko (หมายเลข 3) ที่ขายของทั่วไปๆ ซึ่งผมคิดว่าร้านขายรองเท้าที่นี่จะมีรองเท้าหลายไซส์มากกว่าที่อื่นแถมพวกลายดังๆที่นี่มีหมดครับ ไม่ต้องไปตามหาถึงแถว Shibuya หรือ Shinjuku รวมทั้งตึกม่วงที่รวมของถูกๆให้เราซื้อเป็นของฝาก (ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึง Big C ล่ะกันครับ)

การเดินทาง เนื่องจากสถานี JR Ueno (หมายเลข 1) เป็นสถานีที่มีรถไฟ Shinkansen ผ่านและเดินไม่ตาลายเหมือนสถานี Tokyo ผมจึงแนะนำให้ทุกท่านมาต่อรถที่นี่เถอะ อีกทั้งยังเดินไปสาย Metro ก็ไม่ไกลมากด้วย แต่ๆๆๆๆบางท่านจะกะเวลาไปยังรถไฟสาย Keisei (หมายเลข 2) ที่ตรงไปยังสนามบิน Narita ว่าเดินไม่ไกลจากสถานี Metro หรือ JR ผมแนะนำให้เผื่อเวลาไว้ราวๆ 20 นาทีในการเดินครับ เพราะเราจะต้องลากกระเป๋าด้วยจะทำให้เราเดินช้าลง ผมเจอคนตกรถไฟมาหลายคนที่จุดนี้บ่อยมาก แล้วถ้าตกรถไฟท่านต้องเอาตั๋วไปเปลี่ยนรอบอีกทำให้เสียเวลาเข้าไปอีก

ความรู้สึกต่อย่านที่พักแถวๆนี้ : ท่านอาจจะอยู่นานกว่าที่ท่านคิด ครั้งแรกที่ผมไปกะจะอยู่แค่ครึ่งวัน สรุปอยู่ได้ทั้งวันทั้งเดินร้าน Donki, ตามหารองเท้า, กินข้าวหน้าปลาดิบ (ตอนไปครั้งแรกก็อร่อยๆและสดดี หลังๆไม่ค่อยอยากแนะนำแล้วครับไม่อร่อยเหมือนเดิม), เดินตึกม่วง, ไปไหว้พระในสวน Ueno ตอนกลางคืนไม่เปลี่ยวเพราะเป็นสถานีใหญ่ และเนื่องจากการที่เป็นสถานีใหญ่ร้านอาหารก็จะมีเยอะมากๆ

ความรู้สึกต่อ Airbnb ในย่านนี้ :  ราคาของ Airbnb แถวนี้จะเริ่มต้นที่ 1,500 สำหรับห้อง 2 คนในช่วง พ.ค. – ก.ค. และราวๆ 3,000 บาทในช่วง ส.ค. – ต.ค. อาจจะเจอราคานี้ถึง ก.พ. ได้ แต่ถ้าเป็นช่วงพีคมี.ค. – เม.ย. จะเริ่มต้นราวๆ 4,000 – 6,000 บาท ยิ่งถ้าเป็นช่วงซากุระบานสักสัปดาห์แรกของเดือนเม.ย.จะจองยากเป็นพิเศษ การเดินจากห้องไปที่สถานีรถไฟจะเดินเยอะพอสมควรครับ บางทีห้องอาจจะไปถึงสถานี Inaricho ด้วยซ้ำ เดินราวๆ 10 – 20 นาทีกว่าจะถึงสถานี Ueno

คำแนะนำส่วนตัว : แถว Ueno ไม่ค่อยจะมี Airbnb ดีๆหลุดมาสักเท่าไหร่ครับ แต่ถ้าหลุดมาจะเป็นห้องที่ดีเลยแถมรีวิวเยอะ และ Location ดีเลย ถ้าอยากจองหาห้องที่รีวิวเยอะๆครับ ท่านจะไม่ผิดหวังเลย

3. Akihabara

ย่านที่ทุกคนที่หัวใจยังเด็กอยู่ต้องมาให้ได้ครับ ทั้งมีครบทุกอย่างทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่น ร้านอาหาร ร้านหนังสือ

Akihabara

สถานีสายหลักของ Akihabara จะมี JR Line (หมายเลข 1) เหมือนช่วงต้นของ Akihabara  และ Metro Line (หมายเลข 2) ซึ่งเป็นช่วงท้ายๆของ Akihabara ซึ่งร้านส่วนใหญ่ที่คนมาเดินหากันจะอยู่ใกล้ JR Line ซะมากกว่า

ความรู้สึกต่อย่านที่พักแถวๆนี้ : ถ้าคุณมีจุดประสงค์อยู่แล้วว่าอยากได้อะไร ท่านจะไม่เสียเวลาในการเดินตามหาครับ แต่ถ้าท่านตั้งเป้าว่าอยากของติดไม้ติดมือสักชิ้นอาจจะเสียเวลาได้ทั้งวันเลยครับ ร้านอาหารแถวนี้เยอะมากและอร่อยเกือบทุกร้าน ทั้งราเมง ข้าวหน้าแกงกะหรี่ แนะนำข้าวหน้าปลาไหลที่อยู่ Yodobashi ชั้น 6 แถมแถวนี้ไม่ได้มีแค่ของเล่น พวกร้านซื้อของทั่วไปก็จะมี Donki อยู่กลางๆโซน Akihabara แล้วก็มีร้านขายผักและผลไม้ถูกอยู่ตรงใต้ทางรถไฟตรงแถวๆโรงแรม Keikyu Ex Inn Akihabara ซึ่งเปิด 24 ชม. แต่ย่านนี้ผมกลับแปลกใจที่ร้านแถวๆนี้ปิดเร็วมากตั้งแต่ 21.00 น. ก็เริ่มปิดร้านกันล่ะ ไม่ค่อยแนะนำการเดินดึกๆแถวๆนี้ครับ

ความรู้สึกต่อ Airbnb ในย่านนี้ :  ราคาของ Airbnb แถวนี้จะเริ่มต้นที่ 2,500 – 4,500 สำหรับห้อง 2 คน (ผมดูแต่คนที่เป็น Superhost เท่านั้นนะครับ) ตลอดปี ราคาของโซนนี้จะไม่ค่อยเปลี่ยนสักเท่าไหร่ แถวๆนี้เอาเข้าจริงๆราคาไม่ห่างจาก Budget Hotel สักเท่าไหร่ ถ้าไม่คิดมากราคาราวๆ 3,000 บาท ไปนอน Grid Hostel หรือ First Cabin ก็ราคาราวๆนี้ครับ อาจจะเดินเยอะหน่อย แต่ห้อง Airbnb ส่วนมากจะอยู่โซนหมายเลข 3 การเดินจากห้องไปสถานีรถไฟอาจจะใช้เวลาราวๆ 10 นาที อีกเรื่องนึงครับห้องนี้จะหาห้องธีมแปลกๆได้ทั้งเยอะมาทั้ง One Piece, Hello Kitty, ห้องเรียนญี่ปุ่น, Retro Game ใครสนใจห้องที่แต่งแปลกๆไปใช้บริการได้เลยครับ

คำแนะนำส่วนตัว : Airbnb แถวนี้ราคาแรงครับ แต่ก็จะมาด้วยการเดินทางที่เดินไม่ไกลมาก หรือมาด้วยความชอบการเดินเที่ยวเล่นส่วนตัวในย่านนี้ ผมแนะนำว่าถ้านอนแค่ 2 คน หา Budget Hotel ดีกว่า แต่ถ้า 4 คนขึ้นไปอันนี้โอเคครับ ราคาไม่ค่อยแรงมาก แต่ถ้าใครคาดหวังว่าเข้าพักแถวนี้จะมีคนคึกคักช่วงดึกๆ อาจจะผิดหวังได้นะครับ แถวๆนี้สัก 3 ทุ่มคนก็เริ่มน้อยลงล่ะ อาจจะเพราะแถวนี้ไม่ค่อยมีแหล่งที่พักสักเท่าไหร่ทำให้คนต้องรีบกลับบ้านให้ทันรอบรถไฟ

4. Tokyo Station

tokyo station

มาถึงสถานีที่อธิบายลำบากสุดล่ะเนื่องจากเดินเยอะกว่าใช้รถไฟฟ้าแถมยังไม่ค่อยมีที่เที่ยวเท่าไหร่ นอกจากตึกสำนักงาน แถวๆ Tokyo Station ที่เป็น JR Line จะไม่ค่อยมี Airbnb เท่าไหร่ ถึงมีก็ราคาแพงไปนิด ราคาถูกๆลงไปหน่อยจะอยู่ย่านที่ผมขีดไว้ 3 จุดคือ

  1. Nihombashi เป็นสถานีสาย Metro ที่ผ่านบ่อยมากๆ ถ้าอยากเดินไป Tokyo Station เดินจากสถานีนี้ได้ไม่ไกลครับ เดินไปยังห้างไดมารูได้ไม่ไกลมาก ร้านอาหารมีไม่เยอะส่วนมากจะเป็นอาคารสำนักงานซะมากกว่า
  2. Kyobashi และ Takaracho แถวนี้เริ่มเป็นย่านสำนักงานที่จริงจังกว่าแถว Nihombashi ที่ยังพอเจอร้านอาหารและห้างได้บ้าง แต่แถว Kyobashi จะเต็มไปด้วยตึก อย่างเดียว มีร้านกาแฟบ้างแต่ไม่เยอะ แต่ Takaracho เริ่มจะเป็นอาคารบ้านเรือนล่ะ จะมีร้านอาหารแทรกๆมาบ้าง แต่ยังไม่เจอร้านอาหารอร่อยนะ จะเจอเป็นโซบะ ราเม็งจานด่วนซะมากกว่า แถวนี้เดินไปกินซ่าเพื่อหาร้านกินตอนกลางคืนได้ครับ ไม่ค่อยไกลเท่าไหร่
  3. Tsukiji โซนตลาดปลาชื่อดัง ซึ่งใกล้จะย้ายเร็วๆนี้ล่ะ แถวนี้คนพลุกพล่านมากๆทั้งกลางวันและกลางคืน แต่จะเป็นคนทำงานตลาดปลา รถบรรทุกขนของ จักรยานมาสั่งซื้อของกลับร้าน คนเดินมีทั้งวันทั้งคืนครับ เดินหลายทีเจอ Business Man เมาเดินเป็นเพื่อนบ่อยมากๆ แต่เขาก็เดินของเขานะไม่ได้มายุ่งกับเรา เรื่องกลิ่น ยิ่งใกล้ตลาดเท่าไหร่กลิ่นยิ่งแรงครับ แต่เข้าห้องมาก็ไม่ค่อยเจอกลิ่นแล้วครับ

ความรู้สึกต่อย่านที่พักแถวๆนี้ : เข้ามานอนครับ เดินแถวนี้ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจครับ มีเรื่องเดียวที่ได้เปรียบคือการเดินไปต่อคิวร้านซูชิชื่อดังของชาว Pantip ร้าน Sushi Dai ที่ท่านสามารถเดินราวๆ 5-20 นาทีแล้วแต่ระยะทาง เพื่อมาต่อคิวที่ร้านตอนตี 3 รับรองว่าได้กินก่อนหกโมงเช้าแน่นอนครับ (งวดที่แล้วไปต่อตอนตีสี่ ได้กินเกือบ 8 โมง) แต่อร่อยในราคาที่คุ้มค่าแน่นอนครับ ส่วนร้านอาหารแถวๆนี้จะเน้นเป็น Bar เหล้าเบียร์ซะเป็นส่วนมาก ยกเว้นจะไปกินแถวๆ Tokyo Station ตรงนั้นจะเจอร้านอาหารชุดเยอะมากๆ

ความรู้สึกต่อ Airbnb ในย่านนี้ : แพงครับ พูดกันตรงๆ ราคาตามย่านเลยครับ

  1. Nihombashi ราคาราวๆ 3,000 – 6,000 บาทด้วยซ้ำ เอาแบบทั่วๆไปยังไม่ใช่ High Season นะครับ เนื่องจากที่ดินแถวนี้น่าจะแพงเอาเรื่องอยู่
  2. Kyobashi และ Takaracho แถวนี้เริ่มถูกขึ้น อาจจะหาได้ในราคา 2,000 – 3,000 บาท แต่คิดว่านั่งรถไฟต้องไปต่อเพื่อไปจุดอื่นแล้วก็ไปหาที่อื่นดีกว่าครับ ราคาเท่านี้หา Airbnb ได้อีกหลายโซนเลยครับ
  3. Tsukiji ราคาราวๆ 2,500 – 4,000 บาท แต่ส่วนมากจะไปทางฝั่งสถานี Higashi Ginza Station ซะมากกว่า จะมีอยู่ทางสถานี Tsukiji บ้าง ถ้าอยากจะพักในโซน Tokyo Station ผมแนะนำแถวนี้จะเหมาะที่สุดครับ

คำแนะนำส่วนตัว : แถวไหนไม่ใกล้ Donki ผมไม่ค่อยแนะนำครับ เพราะสุดท้ายแล้วของฝากสำหรับคนงบน้อยอย่างเราหาได้ที่ห้างนี้ และห้าง Donki เป็นห้างที่ปิดดึกกว่าปกติทำให้เวลาที่หาของฝากไม่ได้คืนสุดท้ายมาละลายทรัพย์ที่นี่ก็ยังทันครับ แต่ถ้าท่านต้องการชิมซูชิในราคาถูกแล้วก็ขี้เกียจไปต่อคิว แนะนำนอนแถวนี้เลยครับ แล้วค่อยไปตอนเช้ามืดได้กินของอร่อยทุกวันแน่นอน

5. Shibuya

shibuya.JPG

แหล่ง Shopping ของจริงมีทั้งร้านรองเท้า(มีทั้ง Oni, ABC Mart),ร้านเสื้อผ้า,ร้านอาหารอร่อยๆ,Disney Store, ร้านขายของมือสอง และห้าแยก Shibuya (หมายเลข 1) อันโด่งดัง

ความรู้สึกต่อย่านที่พักแถวๆนี้ : ผมโหวตให้ย่านนี้น่าเดินที่สุดแล้วครับ เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์มากๆทั้งร้านอาหาร ร้านขายของ ที่น่าสนใจมากกกกก หลายร้านและวัดเมจิ ยิ่งดึกยิ่งคึกคัก เคยอยู่จนราวๆห้าทุ่มคนยังเยอะอยู่เลย แล้วก็ห้าแยกตรงนั้นเป็นจุดที่มี Pokestop ห้าอันซ้อนๆกันครับ เคยอ่านว่าคนที่เล่น hardcore นี่อยู่ยันตีสองกันเลยครับ

ความรู้สึกต่อ Airbnb ในย่านนี้ : Airbnb แถวนี้ราคาไม่แพงด้วยครับ เดินเพิ่มเยอะหน่อยครับ จะอยู่ที่หมายเลข 2 ซะเป็นส่วนใหญ่ ราคาเริ่มต้นที่ 2,000 บาท แพงสุดๆ อยู่ที่ 150,000 บาท (ผมก็ยังหาเหตุผลที่มันแพงไม่ออกเหมือนกันครับเท่าที่อ่าน) ถ้าช่วง High Season ก็ยังไม่ค่อยแพงมากจะอยู่ที่ราวๆ 2,500 – 4,000 บาท แถมเดินราวๆ 5-10 นาทีจากสถานีรถไฟ JR ด้วย

คำแนะนำส่วนตัว : ให้เป็นตัวเลือกที่ 2 ของย่านที่ผมว่าน่าเข้าพักครับ เดินไม่ไกล ดึกๆไม่เปลี่ยว รถไฟผ่านหลายสาย

สรุปสุดท้าย ลองเลือกจากเงื่อนไขที่เราอยากได้ก่อนนะครับ อ่านได้ที่ Blog ก่อนหน้าครับ Blog นี้เป็นเพียงตัวช่วยว่าจะเลือกหาห้องแถวไหนได้ง่ายขึ้นครับ

จะเริ่มคุยกับ Host อย่างไรดี

ถึง Airbnb จะเป็นเว็บที่ให้บริการจองที่พักซึ่งความตั้งใจของระบบคืออยากให้เราไปรู้จักวัฒนธรรมใหม่ๆ และเข้าถึงประเทศนั้นและสถานที่นั้นจริงๆ การทำความรู้จักกับ Host หรือเจ้าของบ้านเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ครับ ขั้นตอนของการจองขั้นแรกเราเลือกที่พักเรียบร้อยแล้ว ใครจะใช้ Instant Booking ก็ได้นะครับ แต่ผมแนะนำอยากให้คุยกับ Host สักนิดก็ดีนะครับ

airbnb-msg.JPG

แล้วจะคุยอะไรกับเขาดีล่ะ เอาเป็น Template ไปใช้ล่ะกันครับ

  1. แนะนำตัวเองครับ เรามาจากไหน จะเข้าพักกี่คน พักแบบ Family (ครอบครัว), Couple (คู่รัก), Solo Traveller (เที่ยวคนเดียว) ไปถึงที่พักราวๆกี่โมง
  2. เรื่องที่เราอยากรู้แล้วไม่มีรายละเอียดบอก แล้วมันมีเรื่องอะไรบ้างล่ะ
    • เรื่องใหญ่สุดครับ ถ้าห้องมันใกล้สถานีรถไฟแล้วออกทางออกไหนล่ะ ครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่นลืมถามมาแล้วบางครั้งโฮสต์ก็ไม่ได้เขียนในคู่มือ Check-in ด้วยครับ อย่างสถานี Shin-Imamiya ที่ Osaka ออกทางออกตะวันออกกับตะวันตก ออกผิดเสียเวลาเดินย้อนไปราวๆ 10-15 นาทีเลยนะครับ แล้วก็สถานี Namba มีทางออกเกือบๆ 40 ทาง
    • เรื่องรองจากนั้น มีลิฟท์มั้ย อันนี้เรื่องไม่ตลกนะครับ เคยไปพักห้องนึงที่ Osaka โชคดีที่อยู่ชั้น 2 เลยแบกแค่นิดเดียว แต่ผมเห็นนักท่องเที่ยวจีนแบกขึ้นลง 4 ชั้น
    • ถามเรื่องที่ฝากกระเป๋าที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน อันนี้เคยเจอเนื่องจากส่วนมากห้อง Airbnb จะให้เราเข้าใช้งานได้ราวๆบ่าย 2-3 ถ้าเราไปก่อนส่วนมากเขาก็ไม่ให้เราเข้าพักครับ
  3. อย่าเปิดการสนทนาด้วยการขอส่วนลดเป็นอันขาด  อันนี้ไม่ได้เป็นกฎนะครับ แต่เราก็คงไม่ชอบเจอใครมาต่อราคาตั้งแต่แรกเหมือนกันครับ จะพลานเอาบทสนทนาแย่ไปซะเปล่าๆ
  4. โฮสต์สามารถช่วยเราบางเรื่องที่ยากๆได้เหมือนกันนะครับ เช่นจองร้านอาหารที่ต้องใช้คนญี่ปุ่นโทรไปเท่านั้น การเรียก Taxi ให้ไปรับที่ห้อง อันนี้ไม่แนะนำแต่มีเพื่อนผมเคยสั่งเฟรมจักรยานมือสองไปส่งที่ห้องพักแล้วให้เบอร์โทรโฮสต์ไปแล้วให้โฮสต์เป็นคนช่วยระบุเวลารับของเป็นช่วงที่เราเข้าพักด้วยนะครับ
  5. รายละเอียดการ Check-in ทั้งวิธีการเดินไปที่ห้อง รวมทั้งวิธีการเปิดห้องครับ ถามว่าเขามีให้หรือเปล่า บางครั้งโฮสต์จะเป็นคนพาเราไปที่ห้องก่อนด้วยนะครับ ดังนั้นรายละเอียดตรงนี้ถามให้ครบ รวมถึงว่าถ้าใครไปถึงช่วงดึกๆหลังสองทุ่มก็ถามโฮสต์ว่าจะเข้าห้องอย่างไรดี

เอาตามภาษาอังกฤษระดับต่ำของผมไปใช้ก็ได้นะครับ

Hi (ชื่อโฮสต์),

We are travelers from Thailand and I’m finding a room close to xxx Station because we will arrive to Osaka on 10 PM. So we have a few question, please help answer.

1. How far from Nankai Namba and which exit should we use it?

2. Does your apartment has elevator?

3. Can we check-in around midnight? because we think we will caught up last train to Namba

4. Please advice us,Where is the nearest locker of leave luggage from your room?

5. After we do the payment process, Do you have checkin information and guide to your room for me?

Thank you for your answer,

คร่าวๆประมาณนี้ครับ Blog ถัดไปจะเขียนถ้าเจอกรณีที่มีปัญหาจะติดต่ออย่างไรได้บ้าง ขอบคุณที่ติดตามนะครับ

ไปเอง รีวิวเอง Tokyo – Sapporo (ภาค 1 – ซื้อตั๋วเครื่องบิน)

เริ่มการรีวิวจากอะไรดี เริ่มจากว่าทำไมถึงอยากไป Hokkaido เริ่มจากว่าไป Tokyo มาแล้ว ไป Osaka มาแล้ว สถานที่ต่อไปของชาวไทยส่วนมากคือ Hokkaido แน่นอน เราเลยไป Hokkaido กันดีกว่า

WP-1.jpgLight up ที่ Otaru

เตรียมตัวอย่างไรดี

ตั๋วเครื่องบิน

จริงๆแล้วเป็นเรื่องง่ายของการ Hokkaido ก็มี 3 ตัวเลือกก็คือบินตรงไป Bangkok – Sapporo เลยซึ่งเท่าที่มีคนนิยมไปมากๆก็นั่งการบินไทย (จริงๆแล้วเท่าที่เจอจะมี ANA แต่มันก็นั่งเครื่องเดียวกันกับการบินไทยนั่นแหละ) ราคาราวๆ 25,000 – 30,000 บาทPlanning Sapporo-1

บินไปต่อที่นั่นเอง หรือซื้อแบบ 1 Stop อันนี้มีเพียบเลย ส่วนมากที่เจอจะนั่ง JAL หรือไม่ก็ Cathay ราคาปกติก็ราวๆ 17,000 – 24,000 บาทแล้วแต่ช่วงเวลา (ถูกสุดเท่าที่เคยเห็นน่าจะเป็น China Eastern Airlines ราคา 15,000 บาท) Airasia X ก็มีไปนะครับแต่การนั่งลงไปมาเลย์แล้วค่อยย้อนขึ้นมาถ้าไม่ถูกมากๆก็ไม่ค่อยแนะนำ

Planning Sapporo-4Planning Sapporo-5.JPGแบบที่ซื้อตั๋วแยก 2 เที่ยวจาก Bangkok – Tokyo และ Tokyo – Sapporo
Planning Sapporo-6แบบที่ซื้อตั๋ว Transit Flight แยก 2 เที่ยวจาก Bangkok – Tokyo และ Tokyo – Sapporo

บินไปลง Tokyo แล้วนั่งรถไฟ อันนี้เสียเวลามากที่สุดแต่ประหยัดที่สุดเพราะช่วงนี้สามารถหาตั๋วไปกลับในราคา 10,000 บาทนิดหน่อย แล้วค่อยเสียค่าตั๋วรถไฟ JR East-South Hokkaido Rail Pass  ราวๆ 8,000 บาท Planning Sapporo-4

ก่อนที่เราจะเลือกตั๋วเครื่องบินผมคิดว่าเรามาเลือกตั๋วรถไฟกันดีกว่า

ตั๋วรถไฟ

ถ้าแผนของท่านมีการเดินทางประมาณ Sapporo – Hakodate แล้วท่านมีตัวเลือกไม่เยอะมากหรอกครับเหลือแค่

  1. JR East-South Hokkaido Rail Pass ราคาราวๆ 8,000 บาทใช้ได้ 6 วันแบบไม่ต่อเนื่องนั่งได้ทั้งภูมิภาค Hokkaido พ่วงไปถึงแถวคันโตกันเลยทีเดียว
  2. JR Hokkaido Rail Pass ราคาราวๆ 6,500 บาทแบบ 4 วันไม่ต่อเนื่อง นั่งได้เฉพาะภูมิภาค Hokkaido เท่านั้น

แล้วเลือกอะไรล่ะ ผมเขียนแผนคร่าวๆได้มา 2 เส้นทางแบบมาตรฐานทาง Hokkaido ก่อนนะครับHokkaido.JPG

  1. Sapporo – Noboribetsu – Hakodate – Sapporo
  2. Sapporo – Otaru – Kiroro – Hakodate – Sapporo

ทั้ง 2 เส้นทางนี้ใช้รถไฟสาย JR เป็นหลักแน่นอนครับ โดยวนเป็นวงกลม ส่วนมากจะเสียเวลาเข้าพักกันเมืองละ 1 วันอยู่แล้วยกเว้น Sapporo – Otaru อันนี้ใช้เวลาแค่ 40 นาทีต่อเที่ยว ถ้าไม่อยากเสียค่า JR Pass ที่ราคาแพงซื้อ Otaru Welcome Pass ราคา 1,700 เยนใช้แทนกันได้นะครับ

เอาตัวเลือกการเดินทางมาประกอบกับการซื้อตั๋วเครื่องบินกันดีกว่าครับโดยผมตั้งต้นจากกรุงเทพฯทั้งหมดเอาทั้งเวลาเดินทางและค่าใช้จ่ายมาประกอบกัน โดยผมเลือกเอาวิธีที่ไปถึงเร็วที่สุดมาเป็นที่ตั้งนะครับ

  1. บินตรงแล้วซื้อ JR Hokkaido Rail Pass เฉยๆ ใช้เวลาเดินทางถึงสนามบิน Sapporo ทั้งหมด 6 ชม. 45 นาที + ผ่านตม.อีก 1 ชม. + เข้าเมืองอีก 1 ชม. รวมๆแล้ว 9 ชม.กว่าจะเข้าถึงตัวเมือง Sapporo รวมราคาทั้งหมด 36,500 บาทได้ตั๋ว JR ทั้งหมด 4 วัน
  2. บินไปต่อที่นั่นเอง ใช้เวลาเร็วที่สุดที่ไปถึงโตเกียวก็คือ 6 ชม. 15 นาที + ผ่านตม.อีก 1 ชม. + รอเครื่องอีก 1 ชม. (อันนี้แบบเร็วสุดๆแล้วนะ) +  เครื่องบินไปอีก 1 ชม. 50 นาที + เข้าเมืองอีก 1 ชม. ใช้เวลาทั้งหมด 11 ชม. แล้วซื้อ JR Hokkaido Rail Pass เฉยๆได้ตั๋ว JR ทั้งหมด 4 วัน ใช้เงินราวๆ 24,000 บาท
  3. แบบต่อมาซื้อแบบ 1 Stop ใช้เวลาเดินทางถึงสนามบิน Sapporo ทั้งหมด 9 ชม. 25 นาที + ผ่านตม.อีก 1 ชม. + เข้าเมืองอีก 1 ชม. รวมๆแล้ว 11 ชม.กว่าจะเข้าถึงตัวเมือง Sapporo รวมราคาทั้งหมด 29,500 บาทได้ตั๋ว JR ทั้งหมด 4 วัน
  4. แบบสุดท้ายนั่งรถไฟต่อเครื่องบิน ใช้เวลาเร็วที่สุดที่ไปถึงโตเกียวก็คือ 6 ชม. 15 นาที + ผ่านตม.อีก 1 ชม. + นั่งไปที่สถานีรถไฟ Tokyo 1 ชม. +  นั่งรถไฟไป Shin-Hakodate 4 ชม. + รอรถไฟไป Sapporo 30 นาที + นั่งรถไฟไป Sapporo อีก 3 ชม. 30 นาที ใช้เวลาทั้งหมด 16 ชม. ใช้เงินทั้งหมด 19,000 บาทครับ ได้ตั๋ว JR East-South Hokkaido Rail Pass มาใช้งาน 6 วัน (จริงๆแล้วก็เหลือแค่ 4 วันแหละ หักวันแรกไป Sapporo วันสุดท้ายกลับ Tokyo)

ในจากที่ลองเขียนมาทั้งหมดแปลว่าตัวเลือกที่ 2 แบบไปหาเครื่องต่อเองหรือแบบที่ 4 นั่งไปต่อรถไฟน่าจะราคาดีที่สุดครับ แต่สำหรับผมที่เขียนมาแล้วลองคำนวนดูแล้ว งกครับ พูดตรงๆยอมเลือกทางเลือกที่ 4 ราคาห่างกันราวๆ 4,000 – 5,000 บาท เพื่อผมอยากจะลองหาว่าแถวๆโตเกียวถ้าออกนอกเมืองจะมีที่ไหนให้เที่ยวหรือเปล่า (ก็ได้ไปที่ Kawazu ไปดูซากุระตอนเดือนก.พ.นะครับ สวยมากสำหรับคนที่เคยเห็น Full Bloom ครั้งแรก)

ตอนต่อไปจะมาเริ่มวางแผนว่าอยากจะไปไหนกันบ้างนะครับ

จอง Airbnb ในญี่ปุ่นอย่างไรดี

วันนี้ขอเปิดมาด้วยกระทู้ที่ทุกท่านชอบถามว่าจอง Airbnb อย่างไรให้พลาดน้อยที่สุด จากประสบการณ์เที่ยวทั้งหมด 5 ทริป 9 ห้อง น่าจะช่วยคนอื่นได้บ้างครับ

ช่วงโฆษณา : Link ด้านล่างเป็นส่วนลดสำหรับผู้สมัครใหม่ 1,100 บาท (ผมได้ 950 บาทด้วยครับ เลยเรียกว่าช่วงโฆษณา (「・ω・)「) www.airbnb.com/c/nsawettaphun

Brand_Case_Study3

มาต่อกันด้วยการเกริ่นคร่าวๆว่า Airbnb คืออะไร อ่านได้จาก ที่นี่ (แบบยาวๆ) แบบย่อๆคือ เว็บรวมห้องเช่ารายวันจากเพื่อนๆทั่วโลก ซึ่งการจองจะมีแบบ

  1. เช่าทั้งห้อง/บ้านทั้งหลัง (Entire House) อันนี้เราจะได้กุญแจห้องและทั้งหมดเราจะใช้ได้หมดทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ใครชอบความเป็นส่วนตัวให้จองแบบนี้นะครับ
  2. เช่าแค่ห้องนอน (Shared Room) แบบนี้เราจะเช่าแค่ห้องนอนห้องเดียวของบ้านเขา ส่วนมากคนที่ปล่อยเช่าแบบนี้จะเป็นเจ้าของบ้านที่พร้อมรับวัฒนธรรมใหม่ๆ ส่วนมากจองห้องแบบนี้จะแถมอาหารเช้าฝีมือเจ้าของบ้านด้วยนะครับ
  3. เช่าแค่เตียง (Shared Bed) อันนี้น่าสนุกสุดครับ จองแค่เตียงนอนครับ คิดซะว่าเหมือน Dorm ล่ะกันครับ

มาเข้าเรื่องของการจองก่อนนะครับว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้างเพื่อจะได้จองง่ายขึ้น ในรีวิวนี้ผมจะเน้นไปที่การจองแบบเหมาห้องนะครับ

Capture

  1. ราคา
  2. สถาที่เที่ยวและแผนการเดินทาง
  3. ผู้ร่วมพัก 
  4. โฮสต์ และจำนวนรีวิว

ราคา

ในเงื่อนไขของการจองส่วนมากที่อยากได้ Airbnb ส่วนมากจะเน้นเรื่องนี้เป็นหลักเลยนะครับ ซึ่งเท่าที่ผมลองหาและเทียบกับโรงแรมนะครับ ถ้าที่โตเกียวผมตั้งไว้ที่ 1,500 บาทต่อคนต่อคืน (คือ 2 คนก็ราคา 3,000 บาทต่อคืน) ถ้าอยากจะนอนแถวๆที่เที่ยวหลักๆ เช่น UENO, Tokyo Station, Akihabara, … แต่ถ้างบน้อยกว่านั้นไปไกลกว่านั้นหน่อยสัก 2-3 สถานีจะโซนแถวๆนั้น เช่น Ryogoku, Asakusa, Minowa อันนี้จะหาได้ราวๆ 1,000 บาทต่อคนต่อคืนได้นะครับ

ถ้าเป็นที่ Osaka สามารถหาได้ในราคา 1,200 – 1,500 บาทต่อคนต่อคืนแถวDotonburi และ 800 – 1200 บาทต่อคนต่อคืนแถว Shin-Imamiya

อย่าเห็นแก่ของถูกมากเกินไปนะครับ หลายคนที่เจอว่าโฮสต์ยกเลิกตอนใกล้ๆเพราะบางทีเอาถูกมากๆไว้ก่อนครับ เช่นเจอห้องพักที่ Tokyo ในราคา 2,000 บาทนอนได้ 4 คนแถว Shibuya ที่เพิ่งเปิดไม่มีรีวิวเลย อันนี้ให้ระวังก่อนนะครับ ว่าอย่าไปเจิมห้องให้เขาเลยครับ หาห้องที่คนอื่นเขาเคยพักแล้วมีรีวิวเถอะครับ

สถาที่เที่ยวและแผนการเดินทาง

อย่างที่บอกครับ ว่าพอได้งบประมาณต่อมาเรื่องยุ่งยากเรื่องนึงคือการบอกว่าเราจะนอนแถวไหน สรุปสั้นๆที่ Tokyo นอนแถว Ueno, Asakusa กับ Shibuya เถอะ ส่วน Osaka นอนแถว Dotonburi, Shin-Imamiya ไปเถอะ สรุปยาวๆค่อยเขียนต่อใน Blog ถัดไปที่เกี่ยวกับการวางแผนเดินทางดีกว่า

ต่อมาห้อง Airbnb ทั้งหมดที่แสดงในแผนที่ไม่ได้แสดงสถานที่จริงของห้องครับ เพราะเขาไม่อยากให้โดนตามได้ง่ายเกินไปครับ อ้าวแล้วจะรู้ได้อย่างไรห้องอยู่ตรงไหนล่ะ ให้อ่านตรงหัวข้อ Getting Around ของ Description ห้องครับว่าห้องจะห่างจากสถานีรถไฟอะไรที่ใกล้ที่สุด

2017-03-27_231700

ต้องระวังเรื่องนึงนะครับ อันนี้เป็นปัญหาของสถานีใหญ่ๆเช่น Namba Station ที่ Osaka อันนี้มีทางออกเกือบ 40 ทาง ถ้าโฮสต์บอกว่า 5 นาทีจาก Namba Station ให้ถามทางออกที่ใกล้ที่สุดด้วยนะครับ เดินผิดทางออกเดินย้อนไปไกลเลย และจากประสบการ์ตรงถ้าโฮสต์บอกว่ากี่นาทีให้คูณสองไปครับว่าเราจะเดินไปถึงห้อง

ผู้ร่วมพัก 

อันนี้เรื่องใหญ่นะครับ เพราะเงื่อนไขหลักที่ผมบอกหลายคนที่มาถามว่ากี่คนต่อห้องดี ปัญหาของที่ญี่ปุ่นจะอยู่ที่จำนวนห้องน้ำครับ ส่วนมากจะเจอห้องที่มีแค่ 1 ห้องอาบน้ำเท่านั้นครับ (อาจจะมี 1-2 ห้องส้วมแยกมาอีกที) ซึ่งถ้าทางผู้ร่วมเดินทางของคุณสามารถจัดระเบียบการอาบน้ำได้ก็ดีครับ ซึ่งผมแนะนำให้จอง 6 คนต่อ 1 ห้องอาบน้ำครับ ถ้าห้องที่จะจองมีห้องอาบน้ำมากกว่านั้นก็จองเพิ่มได้ครับ

โฮสต์ และจำนวนรีวิว

เรื่องสุดท้ายแต่เรื่องใหญ่มาก เราจะไว้ใจโฮสต์ได้ขนาดไหนล่ะ เอาง่ายๆก็หาคนที่เป็น Super Host สิ

2017-03-27_225857

เวลาค้นหาให้ไปที่ More Filters แล้วเลือกที่เป็น Super Host ครับ เพราะเงื่อนไขของการเป็น Super Host คือ ต้องไม่มีการยกเลิกการจองที่พักที่ได้ทำการยืนยันไปแล้ว (นอกจากมีเหตุสุดวิสัย ซึ่งต้องแจ้งให้ airbnb ทราบภายใน 2 อาทิตย์) ตรงส่วนนี้จะช่วยให้เราไม่โดนยกเลิกง่ายๆ

ต่อมาให้ดูที่จำนวนรีวิวของคนที่เคยเข้ามาพักครับ ห้องพักที่ดีต้องมีคนเข้าใช้เยอะหน่อยเพื่อให้เราได้ตัดสินใจครับ เอาจากประสบการณ์ของผมเอง ผมอยากได้ที่ 20 รีวิวขึ้นไปและเป็น Super Hostครับ จะได้ลองอ่านรีวิวประกอบการตัดสินใจ

2017-03-27_230652

ถ้าผมเจอว่าโฮสต์เคย Cancel จะขึ้นแบบนี้ในรีวิวนะครับ ถือว่าช่วยเราได้ในระดับนึงเลย

2017-03-27_231326

อันนี้เป็นคร่าวๆของการดูว่าเราสมควรจะจองห้องนั้นมั้ยครับ เดี๋ยวจะมาต่อในเรื่องของการคุยกับโฮสต์เพื่อสอบถามรายละเอียดอื่นๆกันใน Blog ถัดไปนะครับ